ผบ.ทร. ย้ำไทยเร่งแก้ปัญหาประมง เชื่อไม่ถูกคว่ำบาตร เผยสนช.เพิ่มบทลงโทษเข้ม ปรับผู้ประกอบการผิดกฎหมาย 30 ล้านบาท
พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการเร่งแก้ไขปัญหาหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองเตือนไทยในการออกมาตรการ เพื่อป้องกันและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดว่า ช่วงต้นเดือนพ.ค. ทางอียูจะส่งเจ้าหน้าที่ มาดูเรื่องการทำประมงของไทย ทั้งนี้ สินค้าประมงของไทย ถือว่ามีคุณภาพที่ดี ซึ่งทางต่างประเทศพยายามปิดกั้นไม่ให้อาหารทะเลของเราส่งออกไปต่างประเทศได้ โดยอ้างว่าเราใช้แรงงานเถื่อน ปัญหาตรงนี้ ทางผู้ประกอบการเรือประมงต้องเข้ามาคุย กับทางภาครัฐ เพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม และเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากจะเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน สำหรับในส่วนของกองทัพเรือก็ใช้กำลังพลตามปกติ ในการตรวจตราดูแลบริเวณน่านน้ำทะเลไทย แต่ก็ได้มีการกำชับเรือที่ออกลาดตระเวนให้เข้าไปตรวจสอบลูกเรือประมงว่าเป็นแรงงานเถื่อนหรือไม่ ซึ่งกองทัพเรือได้ประชาสัมพันธ์แบบหลายภาษา ทั้งภาษาพม่า และภาษากัมพูชา เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้แรงงานเข้าใจ และรับทราบว่าได้รับเงินค่าจ้างแรงงานเต็มที่หรือไม่ เป็นการถูกบังคับมาใช้แรงงานหรือไม่ หากเจอเหตุการณ์ดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ก็จะจับกุมทันที เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เชื่อว่า ในตอนนี้คงไม่มีแล้ว และเราจะนำสิ่งนี้ไปตอบกับทางอียูว่า ทางไทยได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด หากพบการกระทำความผิดก็จะส่งดำเนินคดีทันที
เมื่อถามว่า ทางศูนย์ประสานงานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) ได้มีการสะท้อนปัญหาหลักๆ ในการทำประมงและการลักลอบแรงงานผิดกฎหมายบ้างหรือไม่ พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า ศรชลเป็นองค์กรใหญ่ของเรื่องเศรษฐกิจของทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เรากำลังรอกฎหมาย เพื่อรองรับให้เป็นองค์กรที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องงบประมาณ โดยภาครัฐที่เกี่ยวกับด้านประมงเข้ามาร่วมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแค่กองทัพเรือ โดยทางรัฐบาลได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นหัวหน้า
เมื่อถามว่า จากการประเมินแล้วไทย จะไม่ถูกอียูคว่ำบาตรใช่ หรือไม่ พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า ในมุมมองของตนเชื่อว่า ไม่ถูกคว่ำบาตร ขอให้สื่อช่วยเขียนข่าวด้วยว่าเรากำลังแก้ไขปัญหาอยู่ เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าใจปัญหานี้ดี โดยได้ตั้งคณะทำงานในภาพรวม ปัญหาคือเรือประมงต้องการผลประโยชน์มาก ปัญหาเรื่องแรงงาน และจำนวนเรือที่มากกว่าปกติ ซึ่งปัญหานี้สมาคมชาวประมงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ คือ อำนวยการการแก้ไขปัญหาในภาพรวม เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกัน ส่วนกฎหมายเรื่องประมงเราก็ได้แก้ไขแล้วโดยมีการเพิ่มโทษใน พ.ร.บ.การทำประมง ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาขอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อไม่นานมานี้ จากเดิมปรับผู้ประกอบการประมงผิดกฎหมายเพียงไม่กี่ล้านบาท แต่กฎหมายใหม่มีโทษสูงสุดปรับ 30 ล้านบาท ขณะนี้รอการประกาศออกมา ซึ่งอียูคงพิจารณาจากกฎหมายเก่า เราจะนำสิ่งที่เราแก้ไขไปแจ้งให้ทราบต่อไป
เมื่อถามว่า ได้มองว่าการที่อียูให้ใบเหลืองครั้งนี้เกี่ยวกับปัญหาการเมืองหรือไม่ พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า คิดว่าไม่ เพราะเราได้ดำเนินการเรื่องนี้มานานแล้ว และทางอียูก็แจ้งเรามาก่อนหน้านั้นว่าจะให้ใบเหลือง เพียงแต่ว่าการปฏิบัติของเราอาจจะไม่รวดเร็วพอ อย่างไรก็ตามเราต้องไปศึกษาดูว่าประเทศที่ผ่านหรือถูกยกเลิกใบเหลืองไปแล้ว เช่นฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ เราจะต้องดูว่าเขาทำอย่างไร เพื่อหาแนวทางในการตอบโจทย์อียูให้ได้ทั้งหมด พร้อมกับทำเป็นรูปธรรมให้เห็น





