วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บวรศักดิ์'แจงภาพรวมร่างรธน. เหมาะสมวัฒนธรรมการเมืองไทย

“บวรศักดิ์”แจงภาพรวมร่างรธน.ฉบับเสนอสปช. ย้ำออกแบบรธน.เหมาะสมวัฒนธรรมการเมืองไทย เน้นสร้างพลเมืองเป็นใหญ่

การประชุมสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอต่อที่ประชุมสปช. ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง เป็นวันแรกได้เริ่มขึ้นเวลา 09.30 น. โดยเมื่อเริ่มวาระประชุม ได้มีการเปิดวิดีทัศน์ประมวลภาพรวมการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งมีความยาวประมาณ 10 นาที จากนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ ได้รายงานภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุมเป็นเวลา 20 นาที ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. มีเนื้อหาที่เป็นไปตามข้อเสนอของ สปช. ฐานะคณะ กมธ.ปฏิรูป ด้านต่างๆ มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีถ้อยคำที่ไม่ตรงกับข้อเสนอ เพราะเป็นเรื่องเทคนิคของการเขียนกฎหมาย

อย่างไรก็ตามในการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ดำเนินการประชุม 192 ครั้งได้รายงานความคืบหน้าให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกมธ.วิสามัญ ของสปช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับทราบความคืบหน้าทุกสัปดาห์ นอกจากนั้นได้เชิญสปช. เข้าร่วมรับฟังการประชุม เพื่อยืนยันให้เห็นว่ากระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ปกปิด หรือมีพิมพ์เขียว หรือพิมพ์ชมพูอย่างที่บางฝ่ายกล่าวอ้างเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของร่างยกร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามตนมีเหตุผลที่ยังไม่ได้แจกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เสนอต่อที่ประชุม สปช. ให้สื่อมวลชนหรือบุคคลอื่นเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ เนื่องจากเพื่อเป็นการรักษามารยาทและขั้นตอนที่กำหนดไว้ รวมถึงการประสานกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ว่า ครม. และคสช.จะได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 26 เม.ย. ดังนั้นเพื่อลดการตำหนิ ว่าไม่ให้ความสำคัญกับครม. และคสช. จึงไม่ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเสนอต่อที่ประชุมสปช. ทั้งนี้ยืนยันว่าหลังจากวันที่ 26 เม.ย. นี้จะมีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะแน่นอน 

นายบวรศักดิ์ รายงานด้วยว่าหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. คือการดำเนินตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้กระบวนการทำงานคือใช้ความรู้ ปัญหา และคุณธรรมวิเคราะห์หาทางออก และตัดสินใจแบบพอประมาณ บนหลักของเหตุผล เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาและสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงการรับมือกับผลกระทบด้านต่าง ๆ โดยออกแบบสาระร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมการเมืองไทยแท้จริง รู้หลักการสากล แต่ไม่ใช่นำรูปแบบของต่างประเทศมาใช้ทั้งหมด กล่าวคือ 1. ระบบเลือกตั้งที่ใช้การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นระบบเลือกตั้งคู่ขนานกับการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลและสร้างภาวะผู้นำให้นายกฯ แต่ผลที่ได้คือรัฐบาลเผด็จการเสียงข้างมาก และการแทรกแซงสื่อมวลชน ศาล รวมถึงองค์กรตรวจสอบ จนกลายเป็นที่มาของความขัดแย้งที่ร้าวลึก เพราะอำนาจนิยมที่ฝังรากมานานในสังคมไทยและมีแนวคิดว่าอำนาจเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. มีมาตรการที่ทำให้รัฐบาลไม่ใช่เสียงข้างมากเพราะอำนาจนิยมต่อไป โดยการทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมืองฐานะผู้เป็นเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริง ทั้งนี้เพื่อคานกับอำนาจของนักการเมือง 

นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากเกินจริง การเขียนร่างรัฐธรรมนูญจึงใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมสะท้อนความนิยมที่แท้จริงของพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และให้พรรคขนาดกลาง หรือพรรคขนาดเล็กมีโอกาสร่วมเป็นรัฐบาลผสม โดยไม่นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล เพราะได้วางภูมิคุ้มกัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือลดความเสี่ยง และผลกระทบ ด้วยมาตราดังต่อไปนี้ 1. ห้ามควบรวมพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง เพื่อเลี่ยงระบบนอมินี, 2.ห้ามส.ส.ลาออกจากการสังกัดพรรคหรือกลุ่ม เพื่อแลกกับเงิน หากจะลาออก จะถือว่าพ้นความเป็นส.ส., 3. ห้ามส.ส.เป็นรัฐมนตรี เพื่อลดความอหังการของรัฐมนตรี และไม่ให้มีการต่อรองกับนายกฯ เพราะหากมีการต่อรองอาจถูกปลด และไม่มีสิทธิกลับมาเป็นส.ส.เพื่อสั่นคลอนรัฐบาลได้อีก, 4. ให้สิทธินายกฯ ขอความไว้วางใจต่อสภา ได้เพื่อส่งสัญญาณ ไปยังส.ส. ร่วมรัฐบาล ว่าหากก่อความวุ่นวายเพื่อต่อรองรัฐบาล รัฐบาลสามารถยุบสภาแบบม่ได้ขู่, 5. ให้รัฐบาลแถลงว่าร่างกฎหมายที่ให้สภาฯ พิจารณาถือเป็นร่างกฎหมายที่แสดงถึงความไว้วางใจ เพื่อไม่ให้ ส.ส. จับร่างกฎหมายเป็นตัวประกัน หรือต่อรองและบีบให้พิจารณากฎหมายสำคัญได้ ด้วยการให้ส.ส.สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชั่วโมง และ 6. การลงคะแนนไม่ไว้วางใจ ให้นับเฉพาะคะแนนไม่ไว้วางใจ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีหักหลังกันเอง หรือกรณีที่ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่ยกมือสนับสนุน  

ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวต่อว่าในหลักของการสร้างพลเมืองฐานะเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริงให้เป็นใหญ่ ด้วยการมีส่วนร่วมในการบริหารและตรวจสอบนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และสร้างความเข้มแข็งของพลเมืองให้ถ้วงดุลกับอำนาจของนักการเมืองที่มักอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน อาทิ การสร้างเวทีการบริหารชาติ และท้องถิ่น ภายใต้รูปแบบ สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบประจำจังหวัด สมัชชาคุณธรรม, พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิจัดลำดับส.ส. บัญชีรายชื่อ แทนนายทุนพรรคการเมือง รวมถึงให้สิทธิพลเมืองออกเสียงประชามติเพื่อร่วมตัดสินใจในการบริหารบ้านเมือง โดยหลักการที่กำหนดไว้ เชื่อว่าจะทำให้เกิดความเป็นรูปธรรมของหลักการที่ว่าประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนได้ โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอสปช.เขียนเพื่อให้พลเมือง 65 ล้านคนได้ใช้ไม่ใช่นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งเพียง 500 คน  

“ร่างรัฐธรรมนูญมุ่งแก้ปัญหาในอดีต และสร้างอนาคต โดยยืนยันว่าเนื้อหากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้นำข้อดีจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาบัญญัติไว้ และได้มุ่งการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมให้เป็นธรรม ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสไว้ว่า ประชาธิปไตยทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ จนกว่าจะมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในหมวดของการปฏิรูป ที่เป็นข้อเสนอจากกมธ.ปฏิรูป ทั้ง 18 คณะเสนอมานั้นถือเป็นการสถาปนาประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ปลอดระบบอุปถัมภ์ของนักการเมือง พร้อมขจัดประชานิยมอย่างมืดบอด และสร้างประชาธิปไตยที่พลเมืองมีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าแม้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะพยายามสุดความสามารถ แต่เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการรับฟังสปช. และความเห็นของประชาชนจะร่วมรังสรรค์ ปั้นแต่งให้รัฐธรรมนูญออกมาดีที่สุด และในบทบัญญัติที่กำหนดให้มีการประเมินผลรัฐธรรมนูญเมื่อใช้ครบ 5 ปีเชื่อว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันให้รัฐธรรมนูญเหมาะสมกับกาลสมัย” นายบวรศักดิ์ กล่าว