"สมบัติ" ปธ.กมธ.การเมือง สปช. ชี้ระบบเลือกตั้งให้ได้รัฐบาลผสม ทำร่างรธน.ถอยหลัง-ไม่ปฏิรูป
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เสนอต่อสปช. ซึ่งจะอภิปรายในระหว่างวันที่ 20 – 26 เม.ย. นี้ ว่าเบื้องต้นตนจะเน้นอภิปรายเกี่ยวกับการเมือง ใน 4 ประเด็นหลัก
ได้แก่ 1.ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่มุ่งลดความเข้มแข็งของรัฐบาลไม่ให้มีมากจนเกินไป และก่อให้เกิดรัฐบาลผสม จากประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยที่เกิดช่วงรัฐบาลผสมมีบทเรียนที่เลวร้ายมาก และกรณีที่กำหนดให้กลุ่มการเมืองขนาดเล็กสามารถส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ยิ่งทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. มีลักษณะถอยหลัง และไม่ก่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง กล่าวคือ หากเกิดรัฐบาลผสมจริง แล้วในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่ร่วมรัฐบาลต้องการผลประโยชน์และใช้การต่อรองแลกเปลี่ยนโดยคำขู่ว่าจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ยิ่งทำให้การบริหารของรัฐบาลมีปัญหาและนายกฯ ทำงานอย่างไม่มีเอกภาพได้
2.การแบ่งแยกอำนาจ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญ จะกำหนดคุณสมบัติว่านายกฯ และรัฐมนตรี ต้องไม่เป็นส.ส. แต่กรณีของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีลักษณะเกี่ยวกับการเงิน ต้องส่งให้นายกฯ รับรองก่อน ถือเป็นการให้อำนาจนายกฯ ทั้งนี้การพิจารณาร่างพ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเงินในสภาฯ มีจำนวนมากฉบับ จึงไม่สอดคล้อง ดังนั้นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเสนอให้อำนาจแก่ส.ส.ในการเสนอร่างพ.ร.บ. เข้าสู่การพิจารณาแม้จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ขณะที่อำนาจของนายกฯ ต่อร่างพ.ร.บ.กฎหมายการเงินยังมีอยู่ แต่เพียงแค่ยับยั้งในบางร่างพ.ร.บ.ที่ไม่เห็นด้วย
นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า 3.ประเด็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 254 ที่ให้ใช้เสียงลงมติถอดถอนจำนวน 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของรัฐสภา ถือว่าต้องใช้เสียงจำนวนมาก ดังนั้นอาจทำให้หลักการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ และถือว่าเสียงข้างมากของรัฐสภายังมีอำนาจเหนือสภา
และ 4.ประเด็นในมาตรา 182 ว่าด้วยการเสนอร่างพ.ร.บ.ที่แสดงถึงการไว้วางใจการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ และกำหนดให้ส.ส.เข้าชื่อยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชั่วโมง หากไม่มีส.ส.ยื่นญัตติถือว่าร่าพ.ร.บ.นั้นผ่านการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบของสภาฯ ซึ่งตนมองว่าการเขียนบทบัญญัติดังกล่าวอันตราย เพราะหากเกิดเหตุการณ์อย่างการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากอาจผ่านการพิจารณาไปแล้ว
“ผมคาดหมายไม่ได้ว่าการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ นั้น ทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะนำไปปรับหรือแก้ไขบทบัญญัติหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าหลายประเด็น เช่น ที่มา ส.ว. ทางกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ปรับตามข้อเสนอของหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม ผมไม่ขอวิจารณ์กรณีที่มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ของสปช. ระหว่างวันที่ 20 – 26 เม.ย. นั้น จะถือเป็นการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ผมมองว่ามีเพียงไม่กี่ประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญที่สปช.เห็นแตกต่างกันเท่านั้น” นายสมบัติ กล่าว
นายสมบัติกล่าวต่อด้วยว่า ส่วนเรื่องที่มานายกฯที่ไม่กำหนดให้ นายกฯต้องเป็น ส.ส. แต่ต้องได้เสียง 2 ใน 3 นั้น ตนมีข้อสงสัยว่าในมาตรา 172 ที่กำหนดว่าหากการเลือกนายกฯในสภาพ้นไป 15 วันแล้ว ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้คะแนนเสียงตามเกณฑ์ก็จะให้ประธานสภานำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯแต่างตั้งจะเป็นผลทำมให้บุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ซึ่งรับเลอืกด้วยคะแนนสูงสุดมีสิทธิดำรงตำแหน่งนายกฯได้ แม้จะได้เสียงไม่ถึง 2 ใน 3 อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าการกำหนดให้นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. นั้เห็นด้วย แต่ไปเขียนในบทเฉพาะกาลจะเหมาะสมกว่า เพราะในบทเฉพาะกาลว่า 5 ปี นับจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้หากสถานการณ์วิืกฤตการเมืองยังไม่คลี่คลายไปเปิดช่องตรงนั้นจะเหาะสมกว่า เพราะการไปเขียนมในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นหลักการ จะนำไปตีความว่านายกฯที่ไม่เป็น ส.ส. สามารถเกิดได้ตั้งแต่คราวแรก และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กรรมาธิการยกร่างกำหนดไว้





