ชำแหละ 'กลุ่มฮาร์ดคอร์' กำเนิด'จรยุทธ์ในเมือง' ต้าน คสช.

ชำแหละ 'กลุ่มฮาร์ดคอร์' กำเนิด'จรยุทธ์ในเมือง' ต้าน คสช.

(รายงาน) ชำแหละ“กลุ่มฮาร์ดคอร์” กำเนิด “จรยุทธ์ในเมือง” ต้าน คสช.

กลายเป็นสงกรานต์การเมืองไปจนได้ เมื่อเกิดเหตุระเบิดภายในลานจอดรถชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี


ตามมาด้วยเหตุเพลิงไหม้ร้านซุปเปอร์ชีฟ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และเหตุเพลิงไหม้ศูนย์อาหารสหกรณ์สุราษฎร์ธานี หรือโคออป อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี


เคียงคู่กับข่าว “สงครามน้ำ” ตามถนนสายต่างๆ ก็คือข่าว “คาร์บอมบ์สมุย” ที่มีการรายงานความคืบหน้าของคดีดังกล่าวเป็นระยะๆ


ที่น่าสนใจ ยังไม่สิ้นกังวานเสียงระเบิด พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้ชัดว่า ผู้บงการก่อเหตุคาร์บอมบ์สมุย เป็นกลุ่มเดียวกับก่อเหตุลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ ส่วนฝ่ายปฏิบัติการนั้น ได้ถูกว่าจ้างมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้


แม้แรกๆ น้ำเสียงจากตำรวจจะพุ่งเป้าไปที่ประเด็นความขัดแย้งทางธุรกิจ แต่ตอนหลังก็ตัดประเด็นออกหมด เหลือเพียง “ปมการเมือง”


ขณะนี้ ฝ่ายความมั่นคงกำลังเดินหน้าแกะรอยความเชื่อมโยงระหว่างการเมืองท้องถิ่นกับ “นักการเมืองระดับชาติ” รวมถึงแกนนำบีอาร์เอ็น และพูโล ทั้งใน 3 จังหวัดภาคใต้ และมาเลเซีย


000


ทำไมฝ่ายความมั่นคง จึงปักใจเชื่อใจว่า คาร์บอมบ์นอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เกี่ยวข้องกับการเมือง และพัวพันกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ ที่เคยก่อเหตุระหว่างปี 2552-2553 และช่วงปี 2557


ประการแรก การมีอยู่จริงของ “กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์” ทำให้ฝ่ายทหาร ได้ทำการเก็บข้อมูลแบบลับๆ มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อพฤษภาคม 2553


ประการที่สอง หลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 สมาชิกกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ ได้หลบหนีออกนอกประเทศ และไปอาศัยอยู่ใน “ประเทศเพื่อนบ้าน” หลายร้อยคน


ประการที่สาม การเกิดขึ้นของ “กลุ่มกองทัพปราบกบฏ” พร้อมแผนปฏิบัติการลุกขึ้นสู้ หรือที่ฝ่ายทหารเรียกว่า “ขอนแก่นโมเดล” ไม่ใช่เรื่องการจัดฉาก แต่มันเป็นเรื่องของ “มรดกความคิดโค่นอำมาตย์” พร้อมทุนสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง


จากกรณีขอนแก่นโมเดล ได้นำมาสู่การจัดตั้ง “ขบวนการป่วนหาทุน” ที่ถูกฝ่ายรัฐซ้อนแผนจับกุมได้ยกแก๊งเมื่อเร็วๆนี้


การเคลื่อนไหวในลักษณะ “ใต้ดิน” ดังกล่าวนี้ หากไปสอบถามแกนนำ นปช. หรืออดีต ส.ส.เพื่อไทย ก็จะไม่มีใครยอมรับว่า “เป็นเรื่องจริง” และทุกครั้งที่เกิดเหตุร้าย พวกแกนนำทั้งหลายก็จะประสานเสียงว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับ นปช.”


ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามกับ นปช. และพรรคเพื่อไทย ก็ฉวยโอกาสขยายผลเขียนนิยาย “สาธารณรัฐแดง” ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต และทุกเรื่องทุกกลุ่มก็ไปรวมศูนย์อยู่ที่คนคนเดียว ซึ่งในข้อเท็จจริง มันหาได้เป็นเช่นนั้นไปหมดทุกเรื่องก็หาไม่


แถมแผนปฏิบัติการจิตวิทยาของฝ่ายทหารเอง บางครั้งก็ลงมาเล่นข่าวด้วย ทำให้มีการป้ายสีคนบางกลุ่มให้ใหญ่โตจนเกินความเป็นจริง


จากการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮาร์ดคอร์ พบว่า มีการก่อตัวและขยายตัว 2 ช่วงคือ ระหว่างปี 2550-2551 และปี 2553-2557


กลุ่มฮาร์ดคอร์มีอยู่ 2 ลักษณะคือ “กลุ่มอุดมการณ์” และ “กลุ่มรับจ้างป่วน” ประกอบด้วย
กลุ่มนครปฐม ที่มีอดีตนายตำรวจคนดังเป็นแกนนำ มีบทบาทมากในช่วงปี 2553 โดยมีการประสานกับกลุ่มนักการเมืองที่นำพา “คนแปลกหน้า” จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเคลื่อนไหวใต้ดิน


กลุ่ม “เสธ.จอมโว” ที่หัวหน้ากลุ่มเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนใหญ่สมาชิกกลุ่มนี้จะเป็นอดีตทหารพราน ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง เมื่อสิ้นหัวหน้าก็กระจายสลายตัวไป


กลุ่มฮาร์ดคอร์สนามหลวง ที่ก่อตัวเป็นกลุ่มใต้ดินครั้งแรกๆ ที่ท้องสนามหลวง และถือว่าเป็นสายอุดมการณ์ มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน ตอนหลังกลุ่มนี้ได้ไปร่วมกับ “อดีตนายทหาร” ชื่อดังแห่งภาคเหนือ ได้ลงมือก่อเหตุหลายครั้ง


ปี 2556-2557 กลุ่มฮาร์ดคอร์สนามหลวง ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่าย “วิทยุชุมชน” จนกระทั่งเกิดเหตุ “ดับดาวรุ่ง” แกนนำคนสำคัญ จึงส่งผลให้แกนนำระดับรอง เตรียมเผ่นไปต่างประเทศ
หลังรัฐประหาร สมาชิกกลุ่มนี้ถูกทหารจับกุมได้มากที่สุด แต่ก็ยังมีสมาชิกอีกนับร้อยที่ไปหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน


กลุ่มสมานเมตตาแมนชั่น คนเหล่านี้รวมตัวกันจากการชุมนุมปี 2553 โดยมี กษิ ดิฐธนรัชต์ นักธุรกิจชาวนราธิวาสเป็นแกนนำ และเมื่อเกิดเหตุระเบิดอาคารสมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กลุ่มนี้ก็มุดลงใต้ดินแบบลึกสุดๆ และยังเคลื่อนไหวอยู่


กลุ่มเมย์อียู ชื่อของ “เมย์ อียู” หรือเมย์ แดงแจ๊ด เป็นแกนนำคนหนึ่งของ นปช.อียู ได้ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของแดงอิสระหลายกลุ่ม ตั้งแต่ปี 2552-2553


หลังเหตุการณ์พฤษภา 2553 “เมย์ อียู” ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ในการช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมคุมขัง โดยมีการประสานกับนายตำรวจใหญ่ ที่ใกล้ชิด จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และกลุ่มเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 บางคน ตั้งคณะกรรมการการเยียวยาช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบทางการเมือง


นี่คือฉากหน้าของเมย์ อียู แต่ในทางลับ ก็ได้ช่วยเหลือกลุ่มฮาร์ดคอร์ทั่วทุกภาค รวมถึงกลุ่มกองทัพปราบกบฏในภาคอีสาน


จริงๆแล้ว ยังมีฮาร์ดคอร์กลุ่มเล็กๆ อีกมากที่รอคอยการรวมตัวครั้งใหม่ ซึ่งคนเหล่านี้ ได้กลายเป็นความหวังของ “ปัญญาชนโรแมนติก” ที่กำลังแสวงหาหนทางการต่อสู้แบบใหม่ ที่ไม่ได้หวังพึ่ง “ทักษิณ” อย่างเดียว


กลุ่มปัญญาชนดังกล่าว ทั้งในและนอกประเทศ พยายามปลุกเร้าผ่านสื่อโซเชียลให้ “ผู้รักประชาธิปไตย” รวมกลุ่มรวมพลัง หาแนวทางในการต่อสู้ใหม่ร่วมกัน


พูดง่ายๆ ให้ทุกคนออกมาจากโลกโซเซียล มาสู่โลกจริงสนามจริง พร้อมกับปลุกปลอบด้วยโวหารหรูๆ ว่า “สถานการณ์การต่อสู้ในขั้นการล่าถอยของฝ่ายประชาชน สามารถจบลงได้ในไม่ช้า และจะเข้าสู่สถานการณ์ในขั้นยันกลับศัตรู เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ขั้นตอนการรุกของฝ่ายประชาชน ในไม่ช้านี้”


ข้อมูลข้างต้นนี้ จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายความมั่นคง “นอนไม่หลับ” และจำต้องกุมดาบอาญาสิทธิ์ตามมาตรา 44 ไว้แน่น แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ


คาร์บอมบ์สมุยคือสิ่งบอกเหตุ คือการท้าทายอำนาจ คสช. หากฝ่ายรัฐจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไม่ได้ก็เชื่อแน่ว่า มันจะกลายเป็นการปลุกพลังปลุกความหวังของกลุ่มใต้ดินอีกครั้ง


000

ขุดรากความคิด “ฮาร์ดคอร์”


ปฏิบัติการใต้ดินที่เกิดจากฝีมือของกลุ่มรับจ้างป่วน เชื่อว่าทางฝ่ายความมั่นคง ไม่กังวลมากนัก ตรงกันข้าม หากเป็นฝีมือของกลุ่มอุดมการณ์ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่และฝ่ายรัฐเองก็ไม่เคยนิ่งนอนใจ


กลุ่มฮาร์ดคอร์เชิงอุดมการณ์ ยึดทฤษฎีอะไรในการต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย


เอกสารชิ้นหนึ่งที่มีการเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2551 และมีการเผยแพร่อีกครั้ง หลังการสลายการชุมนุมพฤษภา 2553 คือ “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง” ฉบับปรับปรุงใหม่


ในเอกสารชิ้นนี้ ได้สรุปบทเรียนการต่อสู้บนท้องถนนระหว่างปี 2550-2553 และนำเสนอยุทธศาสตร์ 5 ประสาน หมายถึงประสานการเคลื่อนไหว 5 แนวรบ


แนวที่หนึ่ง : กลุ่มพลังมวลชน (แนวทางสันติวิธี) ต้องเรียนรู้ที่จะเอาชนะ และพร้อมรับมือกับการล้อมปราบ อย่ายอมพลีชีพง่ายๆ มันไม่คุ้ม อีกด้านหนึ่งก็เลี่ยงข้อกล่าวหาพาคนมาตาย


แนวที่สอง : พรรคการเมืองกับสภาผู้แทนฯ ต้องหนุนช่วยพรรคการเมืองของประชาชน เพื่อให้ได้มีโอกาสบริหารประเทศ


แนวที่สาม : ด้านการสื่อสารมวลชน ต้องมีสื่อที่อยู่ในมือ และเป็นฝ่ายคนเสื้อแดง ซึ่งต้องพยายามมีให้มากที่สุด และหลายช่องทาง


แนวที่สี่ : ด้านต่างประเทศ ต้องยกระดับปัญหาของเราให้สู่ระดับโลก เกิดอะไรที่นี่ โลกต้องรับรู้ คนเสื้อแดงต้องอาศัยกระแสประชาธิปไตยในโลกปิดล้อมอำนาจทมิฬ


แนวที่ห้า : กองกำลังฝ่ายประชาชน คนเสื้อแดงต้องไม่ปฏิเสธแนวทางนี้ เพราะมันเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ แต่เน้นการจัดตั้ง “กองกำลังปกป้องประชาชน”


เอกสารชิ้นนี้ เผยแพร่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์สนามหลวง ซึ่งได้มีการจัดตั้งองค์ใต้ดินอย่างเงียบๆ และเคลื่อนไหวให้การศึกษามวลชน ด้วยทฤษฎีการเมืองที่ก้าวหน้า และจัดตั้งกองกำลัง


ในวิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง เสนอคำขวัญทางยุทธศาสตร์คือ “ใช้ความรุนแรงที่เป็นธรรม สยบความรุนแรงที่ไม่เป็นธรรม”