"ไกรศักดิ์"ซัดรัฐใช้ ม.44 ละเมิดสิทธิประชาชน อัด"วิษณุ"ยกฝรั่งเศสเทียบไม่ใช่ตัวอย่างของประชาธิปไตย สับทหารชุดนี้ไม่มีอุดมการณ์ช่วยประชาชน
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่ปรึกษาอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 44 แทนที่กฎอัยการศึกที่ยกเลิก ว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อคสช.ที่ใช้มาตรา 44 โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ไม่ใช่ว่าต่างประเทศไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่ด้วยวัฒนธรรมของตะวันตกที่ต้องวิจารณ์การทำรัฐประหาร เนื่องจากต่างประเทศจะมองเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งจะดูว่าบทบาทนี้ภายใต้กฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศไทยจะทำให้สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน จึงมีความกลัวว่ารัฐบาลอาจใช้มาตรา 44 ในการยกเลิกข้อตกลงเรื่องการค้าการลงทุน
นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า มาตรา 44 ถือว่าเป็นชะงักที่ปักหลังรัฐบาลชุดนี้อยู่ เพราะได้ให้อำนาจรัฐบาลมากเกิน กรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งเศสที่เคยใช้กฎหมายลักษณะนี้ แต่อย่าลืมว่าฝรั่งเศสใช้ในการปราบปรามประเทศภายใต้อาณานิคม ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในด้านประชาธิปไตยแต่อย่างใด จึงเห็นว่า มาตรา 44 ไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ก็ได้ เพราะยังไงก็เป็นเผด็จการ แต่เห็นว่ากฎหมายอาญาหรือความมั่นคงทั่วไปมีความสมบูรณ์พอ ยกเว้นรัฐบาลจะใช้มาตรา 44 เพื่อผลประโยชน์ประเทศ แก้ปัญหาที่เจ้าหน้าที่รัฐคุกคามประชาชน หรือการรัฐประหารสามารถผลักดันกระบวนการยุติธรรมให้สามารถปกป้องประชาชนส่วนใหญ่ ก็จะทำให้ลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การใช้มาตรา 44 ได้ แต่ตนไม่คิดว่าทหารชุดนี้จะมีอุดมการณ์ในด้านนี้เท่าไหร่ ไม่เหมือนสมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการลงพื้นที่ขอโทษประชาชนและต้องการสร้างความสมานฉันท์
ส่วนกรณีที่พลเมืองต้องขึ้นศาลทหาร นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่เข้าใจผู้ที่ถูกขึ้นศาลทหารจะโดนคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และผู้ที่ต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งในข้อเท็จจริง ศาลทหารควรใช้เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารที่ทำผิดวินัย แต่การเอาคดี 112 มาขึ้นศาลทหารถือว่าไม่เหมาะสม ควรใช้ศาลยุติธรรมทั่วไป และยิ่งกรณีการดำเนินคดีผู้ที่ต่อต้าน หากผู้มีอำนาจไปไล่ฟ้องประชาชนในเรื่องนี้ถือว่าใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างไม่ถูกต้อง เพราะผู้ที่ถูกดำเนินคดีก็ล้วนแต่เป็นนักเขียน นักเคลื่อนไหว ไม่ใช่ก่อการร้ายที่จับอาวุธสร้างความรุนแรง แม้แต่ทางกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ภาคใต้ยังต้องขึ้นศาลปกติ แต่การที่ผู้นำยังไม่ท่าทีผ่อนปรนการใช้มาตรา 44 นี้ คงไม่เข้าใจบทบาทตัวเองว่าต้องเข้ามายุติการใช้ความรุนแรงต่อกันและกัน ตอนเข้าได้ประกาศเจตนาไว้อย่างหนึ่ง แต่ความประพฤติเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ดูแล้วขัดแย้งกัน
"ถ้าผู้นำมีใจปฏิรูปจริงๆ ควรที่จะต้องปฏิรูปทุกด้าน ส่วนเรื่องการอุปมาอุปมัยของผู้นำ อย่างเรื่องการกลัดกระดุมนั้น ควรต้องระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ทั้งภายในและภายนอกประเทศไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิรูป และที่สำคัญต้องยอมรับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้" นายไกรศักดิ์กล่าวและว่า การปฏิรูปควรต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แก้ไขปัญหาที่เจ้าหน้าที่รัฐได้คุกคามหรือละเมิดสิทธิต่อประชาชน รวมทั้งการสร้างความปรองดองช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองทุกกลุ่มที่ไม่ใช่ระดับแกนนำ โดยอาจมีการตั้งศาลพิเศษคอยตรวจสอบการกระทำเจ้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารและตำรวจ หรืออย่างการยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ เชื่อว่าหากรัฐบาลทำสองสิ่งนี้จะช่วยลดการถูกวิจารณ์และช่วยทำให้มาตราฐานของประเทศไทยในด้านสิทธิและกระบวนการยุติธรรมสูงขึ้น" นายไกรศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าการที่ต่างประเทศกดดันประเทศไทยเป็นเพราะล็อบบี้ยิสต์ นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่ามีการลอบบี้ยิสต์ อาจเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไปจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะข้อเสนอจากการล็อบบี้ยิสต์จะมีผลต่อทางอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) แต่ตนไม่เคยเสนอให้รัฐบาลไทยไปว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์แต่อย่างใด เพราะนี่เป็นการดำเนินการของภาคธุรกิจ กลุ่มทุนต่างๆ
เมื่อถามถึงกรณีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ขณะนี้ เป็นครั้งในแรกประวัติศาสตร์ไทยที่ตนเห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมุมมืดมากที่สุด เพราะคนภายนอกยากที่รับรู้แนวทางของกรรรมาธิการยกร่าง อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้เวลาก่อน อย่างน้อยช่วงหลังๆนี้ก็คนร่างก็เริ่มฟังเสียงจากภายนอกบ้าง แต่ควรระวังว่าหากแก้ไขแนวทางการเลือกตั้ง หรือระบบสภา แล้วถ้าทำให้พรรคการเมืองพรรคใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้





