นักวิชาการชี้เปิดเออีซีเมื่อไร 'สถาปนิก-วิศวะ'สมองไหล

นักวิชาการชี้เปิดเออีซีเมื่อไร 'สถาปนิก-วิศวะ'สมองไหล

(รายงาน) นักวิชาการชี้เปิดเออีซีเมื่อไร “สถาปนิก-วิศวะ” สมองไหล

ดร.นณริฏ พิศลบุตร นักวิชาการ ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เขียนบทความเสนอแนะรัฐเตรียมพร้อมเข้าสู่เออีซีปลายปีนี้ ซึ่งมีหลายประเด็นน่าสนใจ


ดร.นณริฏ ระบุในบทความว่า ที่อยากจะกล่าวถึงคือ โครงสร้างที่สำคัญของการรวมกลุ่ม 3 เรื่อง ได้แก่ การเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรี (Free flow of goods) การเปิดเสรีด้านการลงทุน(Free flow of investment) และ การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะอย่างเสรี (Free flow of skilled labour)
โดยเรื่อง การเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรี พบว่า ประเทศสมาชิกได้ปรับลดอัตราภาษีศุลกากร (Tariffs) จนใกล้ระดับที่ศูนย์เรียบร้อยแล้ว


อย่างไรก็ดี ในภาคปฏิบัติกลับพบการปรากฏตัวของมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีที่ดูเหมือนว่าจะมีเพิ่มขึ้นมาแทน เช่น การกำหนดมาตรฐานสินค้าที่แตกต่างไปจากมาตรฐานสินค้าที่ใช้อย่างสากล หรือ การบีบบังคับให้สินค้าจะต้องขนเข้าทางท่าเรือที่อยู่ไกลจากตลาดสินค้า เป็นต้น


ส่วน การเปิดเสรีทางด้านการลงทุน จะสามารถจำแนกกรอบข้อตกลงออกเป็นกรอบข้อตกลงว่าด้วยการบริการอาเซียน (เอเอฟเอเอส) และกรอบการตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (เอซีไอเอ)


โดยในส่วนแรกจะเกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในภาคบริการในไทย ในขณะที่ส่วนหลังจะเกี่ยวข้องกับการเข้ามาลงทุนในสาขาการผลิต


ข้อค้นพบที่สำคัญ คือ การเปิดเสรีในภาคบริการยังไม่ได้เป็นไปตามกรอบข้อตกลง โดยประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศ ไม่รวมสิงคโปร์ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และเวียดนาม ยังจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของคนอาเซียนที่น้อยกว่า 51% ในสาขาที่เร่งรัดเปิดเสรี เช่น ขนส่งทางอากาศ สุขภาพ การบริการท่องเที่ยว


ขณะที่ประเทศไทยยังคงไว้ซึ่งข้อจำกัดมากที่สุด คือ ยังกำหนดให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% เท่านั้น!
ส่วนการตกลงด้านการลงทุนอาเซียน หรือ เอซีไอเอ โดยเฉพาะข้อมูลการออกหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติพบว่าการเข้ามาลงทุนโดยอาศัยข้อตกลง เอซีไอเอ ยังเป็นศูนย์ ซึ่งสะท้อนปัญหาที่สำคัญคือ การลงทุนผ่านข้อตกลงดังกล่าว ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนที่เพียงพอ ทำให้ภาคธุรกิจไม่สนใจที่จะลงทุนผ่านช่องทางนี้


สำหรับ การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะ ซึ่งตามกรอบข้อตกลงได้กำหนดเอาไว้ที่ 8 อาชีพ ได้แก่ นักสำรวจ วิศวกรรม แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล บัญชี สถาปัตยกรรมและการบริการ/ท่องเที่ยว พบว่า ในภาพรวมแม้ว่าการเคลื่อนย้ายจะยังคงต้องอาศัยการรับรองมาตรฐานวิชาชีพที่แต่ละประเทศกำหนด แต่ในภาคปฏิบัติ พบว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานอาชีพได้เกิดขึ้นในหลายๆ ช่องทาง เช่น ผ่านการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอหรืออาศัยโอกาสในวิชาชีพที่ประเทศไทยยังขาดแคลน เป็นต้น


การประเมินผลกระทบของการเคลื่อนย้ายแรงงานจึงสามารถกระทำได้โดยอาศัยข้อมูลการเคลื่อนย้ายแรงงานที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งพบว่า สิงค์โปร์และมาเลเซียมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้สามารถจ่ายค่าจ้างได้มากกว่า


ในขณะที่ อินโดนิเซีย เป็นอีกประเทศที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากช่องทางนี้ เพราะว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง คือ มีประชากรจำนวนมาก และมีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ทั้ง 3 ประเทศจึงน่าจะเป็นประเทศผู้รับ หรือเป็นประเทศที่แรงงานทักษะไหลเข้าไปทำงานจำนวนมาก


สำหรับประเทศไทย ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่า แรงงานทักษะโดยรวมน่าจะเกิดการไหลออกไปยังประเทศอื่นๆ มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาสถาปนิก การสำรวจ และวิศวกรรม ที่การไหลออกน่าจะเกิดขึ้นในระดับที่สูงกว่าสาขาอาชีพอื่นๆ


จะเห็นได้ว่า การรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนในรูปธรรมยังคงเกิดขึ้นอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป โดยแต่ละประเทศจะเลือกที่จะดำเนินตามกรอบข้อตกลงเฉพาะในส่วนที่คิดว่าประเทศของตัวเองจะได้ประโยชน์เป็นหลัก
หากข้อตกลงใดที่คาดว่าประเทศจะยังไม่มีความพร้อมก็จะยังคงหาแนวทางในการกีดกันไม่ให้เกิดผลกระทบในภาคปฏิบัติ เช่น ถ้าการลดภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของประเทศก็จะวางมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมาทดแทน เป็นต้น


อย่างไรก็ดี การใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกีดกันการแข่งขันเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรม เป็นเหมือนดาบสองคม ที่ในด้านหนึ่งจะช่วยคุ้มครองให้ธุรกิจที่อ่อนแอสามารถที่จะอยู่รอดต่อไปได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจจะเป็นการบ่มเพาะธุรกิจที่อ่อนแอให้อ่อนแอต่อไป


การวางมาตรการที่ดี จึงเป็นหัวใจหลักที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากการเข้าร่วมกลุ่มประชาคมอาเซียน


โดยหากผู้กำหนดนโยบายเลือกที่จะเปิดเสรีในอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีความพร้อมก็จะทำให้ธุรกิจที่อ่อนแอต้องมาแข่งขันกับธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีความพร้อมสูงกว่า ทำให้ธุรกิจไม่สามารถที่จะอยู่รอดต่อไปได้


ตรงกันข้าม หากใช้แนวทางคุ้มครองอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้วก็จะทำลายโอกาสการพัฒนาธุรกิจที่จะเรียนรู้ผ่านการแข่งขัน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว


ทั้งนี้ ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าการส่งเสริมการแข่งขันน่าจะสามารถกระทำได้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ปิโตรเลียม และยานยนต์ ซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปิดเสรีให้เกิดการแข่งขัน ขณะที่ในอุตสาหกรรมประเภทยางและพลาสติก คอมพิวเตอร์และเครื่องใช้สำนักงาน อาจจะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติมอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากไทยอาจถูกคุกคามจากการแข่งขันที่ยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น