"เลขาฯ สกสค." แจงกรณีนำเงินช.พ.ค.ลงทุนบริษัทเอกชน 2.1 พันล้าน ยันถูกต้องตามกฎหมายสภาครู ชี้ทุกอย่างผ่านมติบอร์ดสกสค.
นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการสำนักงาน สกสค.เปิดเผยว่า เรื่องนี้ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ใน 2 ประเด็น คือ เงินสงเคราะห์รายศพให้กับสมาชิก ซึ่งเงินส่วนนี้เป็นเงินสมาชิก โดยสมาชิก และเพื่อสมาชิก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เป็นเงินสงเคราะห์รายศพที่สมาชิกที่เสียชีวิตจะต้องได้รับเท่ากับจำนวนที่ประกาศในแต่ละเดือน ซึ่งก็หมายความว่าเงินสงเคราะห์จะเก็บก็ต่อเมื่อมีการประกาศสมาชิกที่เสียชีวิตในแต่ละเดือน เช่น เดือนหนึ่งเสียชีวิต 500 คน สมาชิกที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้งช.พ.ค.และฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา กรณีคู้สมรส(ช.พ.ส.)ที่มีอยู่ 1.4 ล้านคน ก็จะเก็บคนละ 500 บาท หรือประมาณ 500 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเงิน 500 ล้านบาทที่ได้มา ในกฎหมายพ.ร.บ.สภาครูฯกำหนดให้สำนักงานสกสค.หักไว้ร้อยละ 4 บาท เป็นค่าบริหารจัดการ ที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็จะกระจายให้กับสมาชิกที่เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ดำเนินการมา 65 ปีแล้ว และสมาชิกก็ไม่มีใครเสียประโยชน์เพราะมีกฎหมายคุ้มครอง และรับประกันว่าสมาชิกจะได้รับเงินสงเคราะห์ 100 % ตามกฎหมาย
เลขาธิการสำนักงาน สกสค.กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่สอง คือเงินกองทุนช.พ.ค.ที่เกิดจากรายได้ของสำนักงานสกสค.ซึ่งเป็นผลตอบแทนสำนักงานในการดำเนินโครงการเงินกู้ช.พ.ค.ช.พ.ส. อย่างไรก็ตามก็ตามการทำธุรกิจเพื่อหารายได้ของสำนักงานสกสค.นั้น ตามกฏหมายสภาครูฯ มาตราที่ 67-68 ได้กำหนดเฉพาะว่าสกสค.สามารถที่จะนำเงินรายได้ของสำนักงานไปแสวงหาผลประโยชน์หรือลงทุนในกิจการเพื่อหาผลตอบแทน เพื่อนำเงินรายได้มาจัดสวัสดิการและสวัสดิภาพให้กับครูได้ ซึ่งสกสค.ก็ได้นำเงินไปลงทุนในหลายส่วน และที่เป็นการลงทุนก้อนใหญ่จะมีอยู่ 3 ส่วนที่ไม่ได้มีการพูดถึง คือ ส่วนที่ 1,โครงการหารายได้โดยวิธีการฝากเงินกับสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง โดยคณะกรรมการสกสค.(บอร์ดสกสค.)ได้เลือกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่คิดว่ามีความมั่นคง 11 แห่ง วงเงิน 2,500 ล้านบาท ได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ส่วนที่ 2, ฝากไว้กับสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนที่มีความมั่นคง 940 ล้านบาทได้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี และส่วนที่ 3, คือเงินที่ลงทุนกับบริษัทเอกชนจำนวน 2,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนภายใต้มติบอร์ด สกสค.อย่างไรก็ตามการลงทุนทั้งหมดนี้เป็นไปตามมติของบอร์ดสกสค. ซึ่งก็คำนึงถึงความเสี่ยงทุกประเด็น ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกระจายความเสี่ยงจะมีผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน โดยในส่วนที่ลงทุนกับบริษัทเอกชนจะได้ผลตอบแทนในอัตราดอกเบี่ยร้อยละ 7 ต่อปี
“ผมคิดว่าข่าวที่เสนอไปอาจยังไม่รู้ข้อมูลที่ครบถ้วน ดังนั้นจึงขอให้เข้ามาสอบถามที่สำงานสกสค.ได้ และขอให้เพื่อนครูได้มีความมั่นใจว่าสำนักงานสกสค.ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน มีกฎหมายรองรับมีระเบียบที่ชัดเจนและมีการตรวจสอบข้อมูลในเชิงรุกทุกเรื่องมีการติดตามกำกับอย่างใกล้ชิด และมีการตรวจสอบบัญชีจากผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตทุกระยะ ดังนั้นขอให้เพื่อนครูได้มั่นใจว่าเราดำเนินการด้วยความโปร่งใส ซึ่งเงินจำนวนนี้จะไม่สูญหายไปไหน เงิน 3 กองจะอยู่คู่กับสำนักงานสกสค.ต่อไป”นายสมศักดิ์ กล่าว




