วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ร่างฯแก้นายกฯคนนอกใช้เสียงโหวต2ใน3ของสภา

กมธ.ร่างรธนแก้นายกฯคนนอกต้องใช้เสียงโหวต 2 ใน 3 ของของจำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ส.ว.ให้เลือกตั้งจากตัวแทนที่คัดกรอง77จว.ๆละ1คน

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาทบทวนในหลักการจำนวน 2 ประเด็นที่สำคัญ คือ ที่มานายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้กำหนดให้เป็นส.ส. ที่มีผู้ท้วงติงว่ากรณีที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้ นายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการเปิดทางให้บุคคลที่ไม่เป็นส.ส.หรือเรียกว่าบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ได้ และอาจก่อให้เกิดวิกฤตและปัญหาทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา และที่มาของ ส.ว. มีผู้เรียกร้องให้มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน ด้วย

โดยพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการพิจารณาว่าในส่วนของที่มานายกฯ นั้นที่ประชุมมีมติให้เพิ่มประโยคที่ว่า กรณีที่บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ต้องได้รับคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเพื่อเป็นไปตามที่มีผู้เสนอว่าบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเป็นนายกฯนั้นต้องผ่านการยอมรับจากส.ส.ในสภาด้วยเสียงที่มากกว่านายกฯ ที่เป็นส.ส. นอกจากนั้นได้เพิ่มเติมบทบัญญัติขึ้นใหม่ในกรณีที่ส.ส.ได้รับเลือกและแต่งตั้งเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรีต้องลาออกจากการเป็นส.ส.นั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนข้อเรียกร้องให้มีการจำกัดวาระของนายกฯ ที่ไม่เป็น ส.ส. และกำหนดเงื่อนไขให้นายกฯ คนนอกต้องมาช่วงวิกฤตนั้นที่ประชุมไม่ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพราะต้องการให้เป็นการใช้ดุลยพินิจและตัดสินใจร่วมกันของส.ส. ในสภาฯ

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับส.ว. นั้นที่ประชุมได้คงจำนวนไว้ไม่เกิน 200 คน แต่ได้เปลี่ยนหลักการของที่มาส.ว. ให้เป็น มาจากการเลือกตั้งจังหวัด 77 จังหวัดๆละ 1 คน รวมเป็น 77 คน ทั้งนี้ก่อนที่จะให้มีการเลือกตั้งส.ว.ใน 77 จังหวัด ต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการสรรหา และตรวจสอบประวัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ก่อน โดยได้วางหลักเกณฑ์ในส่วนดังกล่าว คือ ใน 1 จังหวัด จะแบ่งกลุ่มผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว.เป็น 10 ด้าน ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.

โดยการคัดเลือกโดย กรรมการสรรหา และจะคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในด้านนั้นๆให้เหลือเพียงด้านละ 1 คน ก่อนส่งรายชื่อให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งส.ว. ทั้งนี้การเลือกตั้งส.ว.ช่วงเริ่มต้นจะดำเนินการพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ส.ส. ที่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 90 วัน หลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ ส.ว.ที่เหลืออีก 123 คน จะมาจาก 4 ส่วน คือ 1.มาจากการเลือกกันเองจากผู้เคยเป็นข้าราชการพลเรือน ระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าซึงเป็นตำแหน่งบริหาร และข้าราชการฝ่ายทหาร ระดับปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประเภทละไม่เกิน 10 คน รวมเป็น 20 คน, 2.มาจากการเลือกกันเองของผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง จำนวนไม่เกิน 15 คน, 3.มาจากการเลือกกันเองของผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม, ด้านแรงงาน, ด้านวิชาการ, ด้านชุมชนและด้านท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 30 คน และ 4.มาจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมใน 26 ด้าน ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติ (5) ของมาตรา 121 เดิม จำนวน 58 คน

"สำหรับวาระดำรงตำแหน่งของ ส.ว. กำหนดให้เป็น 6 ปี แต่มีบทบกำหนดว่าเมื่อส.ว.มีวาระครบ 3 ปี ต้องให้พ้นจากตำแหน่งครึ่งหนึ่ง คือ 100 คน โดยกำหนดให้ ส.ว. ในส่วนอดีตข้าราชการ จำนว 20 คน, ผู้แทนสภาวิชาชีพ จำนวน 15 คน, ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม, แรงงาน, วิชาการ, ชุมชน, ท้องถิ่น จำนวน 30 คน รวม 65 คนต้องพ้นไปทั้งหมด และที่เหลืออีก 35 คน ที่เหลือกำหนดให้ส.ว.ที่มาจากกาสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม 26 ด้านพ้นไปโดยวิธีจับฉลาก ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อถึงคราว3ปีเข้ารับการคัดเลือก หรือสรรหาเป็นส.ว.ได้อีก และไม่ตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งที่ต้องอยู่ครบ 6 ปีเช่นกัน" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนที่มา ส.ว ซึ่งบัญญัติในมาตรา 121 นั้นได้มีการแก้ไขจากร่างมาตราเดิม โดยตัดส่วนส.ว.ที่มาจากการเลือกกันเองของผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกฯ ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา จำนวน 10 คนออก เนื่องจากก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ไปทบทวนที่มาของส.ว.ดังกล่าว