เผย “หัสวุฒิ” สามารถยื่นอุทธรณ์-โต้แย้งคดี“จดหมายน้อย”ภาย 90 วันนับแต่มีคำสั่งพักราชการ ชี้ผลสอบออกได้ 2 แนวทาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) มีคำสั่งให้พักราชการ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด เมื่อวานนี้( 31 มี.ค.) ไม่พบว่านายหัสวุฒิ ได้เดินทางเข้ามาที่สำนักงานศาลปกครองแต่อย่างใด ขณะเดียวกันในส่วนของสำนักงานศาลปกครอง ทางผู้บริหารก็ยังไม่ได้มีการเรียกประชุมข้าราชการศาลปกครอง เพื่อชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายหัสวุฒิ จากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่มีนายชาญชัย แสวงศักดิ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่ 2 เป็นประธาน และมีผู้แทนของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย ตามระเบียบสอบสวนจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน ขณะเดียวกันนายหัสวุฒิ ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ หรือโต้แย้งได้ภาย 90 วันนับแต่ก.ศป.มีคำสั่งพักราชการ
ขณะที่แหล่งข่าวให้ความเห็นว่า ระหว่างการสอบสวน หากนายหัสวุฒิจะตัดสินลาออกจากตำแหน่งก่อน หรือพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกียษณอายุ ก็ไม่เป็นผลให้การสอบสวนยุติลง โดยกระบวนการสอบสวนจะดำเนินไปจนกระทั่งเสร็จสิ้น ซึ่งผลการสอบสวนที่จะออกมามีได้ 2 แนว คือ คือผิดกับไม่ผิด ถ้าไม่ผิดก็ถือว่าจบสิ้นการพิจารณา นายหัสวุฒิ จะสามารถกลับมาเป็นประธานได้เช่นเดิม แต่ถ้าผิดก็ต้องพิจารณาโทษว่ามีความร้ายแรงแค่ไหน ถึงขั้นไล่ออกจากราชการ หรือให้ออก ซึ่งก็จะผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ
ทั้งนี้นายหัสวุฒิ ไม่ได้ถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยคดีจดหมายน้อย เพียงเรื่องเดียว โดยก่อนหน้านั้น ก.ศป.ได้มีมติสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการร้องเรียนพฤติกรรมของนายหัสวุฒิ ในหลายกรณี ทั้งความไม่โปร่งใสในการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเป็นประธานพิธีอัญเชิญยอดฉัตรทองคำลูกแก้วมงคลนิมิต ประดิษฐานบนพระธาตุเจ้าจอมล้านนา วัดพิพัฒน์มงคล อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นภารกิจส่วนตัว ในช่วงเวลาเดียวกับที่อ้างว่า ไปปฏิบัติราชการที่ศาลปกครองพิษณุโลก
กรณีถูกกล่าวหาว่ามีความสนิทสนมกับ นางวรรณี ลิทองกุล แม่เลี้ยงคนดังลำปาง ที่เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท วีพีเอ็นคอนเล็คชั่น จำกัด ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีที่ชาวบ้านในจ.ลำปาง ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนจ.ลำปาง ขอให้ยุติการก่อสร้างโครงการกำจัดขยะแบบครบวงจรมูลค่า 695 ล้านบาท และกรณีเป็นองค์คณะพิจารณาคดีที่บุตรสาวตนเองเป็นทนายให้กับคู่ความโดยไม่ยอมถอนตัว ซึ่งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงยังดำเนินการสอบสวนอยู่ หากแล้วเสร็จและเสนอให้ก.ศป. พิจารณาว่ามีมูลที่จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปมคดีจดหมายน้อย หรือการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนายหัสวุฒินั้น ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความพยายามที่จะโค่นล้มประธานศาลปกครองสูงสุด และต้องการเปลี่ยนขั้วอำนาจภายในศาลปกครอง โดยมีการขยายให้เป็นประเด็นใหญ่ นำปมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเรื่องต่างๆ มาเป็นส่วนเสริม แล้วตั้งเป็นประเด็นเรื่องที่อาจทำให้สังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นในศาลปกครอง เข้ามากดดันภายในองค์กรศาล
ซึ่งเรื่องความขัดแย้งภายในศาลเป็นคลื่นใต้น้ำมีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการก่อตั้งศาลปกครอง ที่ในขณะนั้นมีนายอักขราทร จุฬารัตน เป็นประธานศาลปกครองสูงสุด และนายโภคิน พลกุล เป็นรองประธาน โดยมีการวางตัวไว้ให้นายโภคิน ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดต่อจากนายอักขราทร ทำให้มีการวางสายเพื่อสืบทอดอำนาจไว้ แต่เมื่อนายโภคิน ลาออกไปลงเล่นการเมือง ก็ยังมีกระแสข่าวการวางสายของกลุ่มตุลาการไว้จนถึงปัจจุบัน
ประกอบกับที่มาของตุลาการศาลปกครอง ที่กฎหมายกำหนดให้มีที่มาค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งปัจจุบันผู้ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการส่วนใหญ่ก็เคยเป็นอัยการ ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม ข้าราชการระดับสูงของหน่วยราชการต่างๆ และนักวิชาการมหาวิทยาลัย เมื่อเข้ามา ดำรงตำแหน่งตุลาการ ก็ได้มีการรวมตัวกัน และเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการ โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ถูกจับตามองว่าเป็นความพยายามที่จะผลักดันนายชาญชัย แสวงศักดิ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่สอง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ต่อจากนายหัสวุฒิ ในขณะที่นายปิยะ ปะตังทา รองประธานสูงสุดคนที่หนึ่งมีอาวุโสมากกว่า





