วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แรงงานชี้3ปัจจัย แก้กฎกระทรวงลดการค้ามนุษย์

ที่ปรึกษารมว.แรงงานฯเผย 3 ปัจจัย แก้กฎกระทรวง บังคับใช้กฎหมาย หวังลดปมปัญหาค้ามนุษย์ ด้าน"สรรเสริญ"ชี้สื่อเสนอความจริงครึ่งเดียว

ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า 3 ปัจจัยลดปัญหาค้ามนุษย์ด้านแรงงาน แก้แรงงานเด็ก สางปัญหาแรงงานทาส และต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ให้ได้ผลสำเร็จตามหลักการทำก่อน ทำจริง ทำทันที หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เร่งแก้กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเลมีผลบังคับใช้กว่า 2 เดือนที่ผ่านมาและมีการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลปัจจุบันออกตรวจเรือประมงได้ 869 ลำ

แต่รัฐบาลในอดีตออกตรวจเรือประมงในห้วงเวลาเดียวกันได้เพียง 152 ลำ และรัฐบาลปัจจุบันเอาผิดเรือประมงทั้งการดำเนินคดีและการออกคำสั่งจำนวน 65 ลำโดยดำเนินคดีเรื่องการใช้แรงงานเด็ก การสั่งให้จ่ายค่าจ้างและสวัดิการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ลูกจ้างให้อยู่ดีกินดีมีเวลาพักผ่อน ในขณะที่รัฐบาลในอดีตดำเนินการเรือที่ทำผิดได้เพียง ๑ ลำเท่านั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่าการตัดสินใจปรับปรุงกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเลทำให้ได้ผลสำเร็จและความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลปัจจุบันแตกต่างไปจากรัฐบาลในอดีต

"กฎกระทรวงนี้เป็นมาตรการที่ทำให้พบการกระทำผิดของเรือประมงเพื่อประเทศไทยจะได้หลุดจากการคาดโทษว่าไม่มีมาตรฐานในการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ แต่ตอนนี้เรามีกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานที่เรือประมงทะเลต้องทำตาม เช่น การทำสัญญาจ้าง การจ้างแรงงานขั้นต่ำ ห้ามจ้างคนอายุต่ำกว่า 18 ปี การจัดเวลาพักและเวลาทำงาน ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วย และการนำตัวลูกจ้างมารายงานตัวปีละครั้ง เป็นต้น จะทำให้ช่วยลดปัญหาการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก และแรงงานทาส" ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน กล่าว

ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ผลจากการมีกฎกระทรวงนี้เอง วันนี้เรามี “เรือประมงต้นแบบ” ที่มีห้องนอนติดแอร์ ห้องพยบาบาลและบุรุษพยาบาลประจำเรือ มีการติดตั้งระบบติดตามเรือหรือ VMS และเรือประมงต้นแบบยังได้ปฏิบัติตามกฎหมายการทำประมงด้วยการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ทำประมงอย่างถูกต้อง ทำประมงเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับสัมปทานและมีการรายงานจำนวนปลาที่จับได้ จะทำให้ประเทศไทยหลุดจากการถูกคาดโทษการทำประมงที่ผิดกฎหมายแบบ IUU ตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ทุกคนในชาติต้องเข้าใจว่า ถ้าเราถูกกีดกันการค้าระหว่างประเทศจะทำให้ทุกคนในชาติเดือดร้อนเรื่องเงินในกระเป๋าของแต่ละคนมากขึ้นไปอีก ดังนั้นทุกคนในชาติต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแส ผู้ประกอบการนายจ้างต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

"สรรเสริญ"ชี้สื่อเสนอความจริงค้ามนุษย์ไทยครึ่งเดียว

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนบางแขนง ต่อกรณี แรงงานประมงไทย และ การที่ประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 ของ สำนักงานเพื่อการติดตามและการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกานั้น เป็นข้อมูลที่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือตามที่หลักสื่อสารมวลชน เรียกว่า half truth เพราะมิได้ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน

การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ประจำปี พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557 แล้วจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อกลุ่มที่ 3 นั้น ข้อมูลที่นำมาใช้ในรายงานคือการพิจารณาจากการแก้ปัญหาของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งอยู่ในช่วงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่ง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเห็นว่า ประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้เพียงพอที่จะได้รับการจัดลำดับอยู่ในกลุ่มที่ 2 จึงลดลำดับลงมาจัดอยู่ในกลุ่มที่ 3

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำทุกวิถีทางในขณะนี้ ก็เพื่อแก้ไขปัญหาที่หมักหมม และไร้การดูแลจากรัฐบาลที่ผ่านมา เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการประเมินดีขึ้น เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรม และ แรงงานที่อยู่ในภาคประมงทั้งระบบ

"หากสื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ เกาะติดปัญหานี้อย่างเหมาะสม ทันเวลาจริง ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน คงไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น ดังนั้นเมื่อรัฐบาลและทุกหน่วยงานในปัจจุบัน พยายามเดินหน้าแก้ปัญหา จึงควรนำเสนอข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก สำหรับความคืบหน้า การช่วยเหลือแรงงานประมงไทยที่ถูกจับในประเทศอินโดนีเซีย นั้น นอกเหนือจากแรงงานประมงจำนวน 21 คนที่ช่วยเหลือกลับมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม แล้ว มีรายงานเพิ่มเติมว่า จะมีแรงงานอีก 6 คน ที่ทางการไทยได้ประสานความร่วมมือกับทางการอินโดนีเซีย เพื่อส่งตัวกลับมาอีกชุดหาง คาดว่าจะเดินทางถึงเมืองไทย ในวันที่ 1 เมษายนนี้” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า การช่วยเหลือแรงงานประมงไทย ในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน มีอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่ามากกว่าการดำเนินการในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา และจะดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้มีบัญชา และต้องการแก้ปัญหา อย่างยั่งยืน มิใช่ช่วยเหลือเป็นคราวๆไปเช่นนี้ โดยได้มอบนโยบาย ให้ไปตรวจสอบทำบัญชี เรือประมงและเจ้าของเรือ ที่มีพฤติกรรมกระทำ ผิด ในอดีต เช่น ใช้แรงงานไม่ถูกต้อง จับปลาโดยไม่มีใบอนุญาตทำการประมง เพื่อ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รวมทั้งสกัดผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบออกไป เพื่อรักษาธุรกิจอุตสาหกรรมประมงของประเทศในระยะยาว รวมไปถึงนโยบายการสถาปนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในน่านน้ำที่มีการทำประมง เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแนบแน่นและถาวรต่อไป