วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิด13ประเด็นร่างรธน.ที่'กมธ.ร่างรธน.'จ่อยกมาแก้ไข

เปิด13ประเด็นร่างรธน. ที่ “กมธ.ร่างรธน.” จ่อยกมาแก้ไข อาทิ ปมนายกฯ คนนอก หลังไม่กำหนดสถานการณ์พิเศษที่ให้คนนอกเป็นนายกฯ

พร้อมนัดโหวตสัดส่วนผู้หญิง ในสัดส่วนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ-สมาชิกท้องถิ่น31มี.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงวาระการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้าที่จะเป็นการนำมาตราที่ยังเป็นประเด็นถกเถียงของกมธ.ฯ มาพิจารณาอีกครั้ง เบื้องต้นมี13ประเด็น ได้แก่1.มาตรา67ว่าด้วยการมีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติ ที่ยังถกเถียงในเกณฑ์เสียงข้างมากของการทำประชามติ ระหว่างจะใช้เกณฑ์ตัดสินใด ระหว่างข้างมากของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงหรือเสียงข้างมากของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ,2.มาตรา121ว่าด้วยที่มาของวุฒิสภา ที่กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม แต่มีเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมท้วงติงและขอให้แก้ไขวิธีการได้มาของส.ว.โดยสาระสำคัญต้องยึดการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่ครบทุกจังหวัด โดยประเด็นดังกล่าวนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่าอาจให้มีการเลือกตั้งจาก 77 จังหวัดก็ได้หากมีวิธีที่เหมาะสมและไม่ซ้ำซ้อนกับการเลือกตั้ง ส.ส.และในสัดส่วนส.ว.ที่มากจากหัวหน้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ ที่มีผู้ให้ข้อมูลว่าหัวหน้าในรัฐวิสาหกิจนั้นมาจากการจ้างเป็นวาระและอยู่ตามการประเมินผล หากไม่จำกัดกรอบให้ชัดอาจได้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาเป็น ส.ว. ได้,3.ในมาตรา128ว่าด้วยการสิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพของส.ว. ที่มีผู้เสนอให้เพิ่มบทบัญญัติว่าเป็นบุคคลที่เสมือนไร้ความสามารถ เพราะเคยเกิดกรณีที่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติป่วยเรื้อรังจนไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่คงสมาชิกภาพได้เพราะยื่นใบลาป่วย, 4. มาตรา166ว่าด้วยการสิ้นสุดของสภา เมื่อมีการลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ที่มีผู้เสนอให้ตัดออก เพราะไม่มีความเป็นธรรมกับส.ส.

5.มาตรา171ที่ว่าด้วยที่มาของ นายกฯ ที่ในบทบัญญัติไม่ได้เขียนคุณสมบัติต้องมาจาก ส.ส. และในเจตนารมณ์ไม่ได้ระบุเงื่อนไขของบุคคลภายนอกที่จะได้รับการเลือกเป็น นายกฯ ทำให้ที่ประชุมทักท้วงว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่สรุปร่วมกันว่านายกฯ คนนอกต้องมาเฉพาะสถานการณ์วิกฤตเท่านั้น,6.มาตรา175ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ในส่วน(5)ที่ห้ามผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมได้ถกเถียงว่าเคยต้องคำพิพากษานั้นจะต้องถูกจำคุกมาแล้ว หรือรวมถึงบุคคลที่ต้องคำพิพากษาแต่รอการลงโทษไว้ก่อน,7.มาตรา178ว่าด้วยการกำหนดให้นายกฯและรัฐมนตรีต้องเข้าร่วมประชุมสภาฯ วุฒิสภา และรัฐสภา ของนายกฯและรัฐมนตรีและถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ มีผู้ที่ทักท้วงว่าเมื่อมีข้อกำหนดห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรีแล้วการเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง ซึ่งอาจมีประชุม4ครั้งต่อสัปดาห์ทำให้กระทบต่อการบริหารราชการได้

 8.มาตรา215ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือชุมชนต่อการบริหารงานขององค์กรบริหารท้องถิ่น ที่มีผู้เสนอให้ตัดคำว่า “การเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องถิ่น”ออก เพราะต้องการให้การพิจารณาเรื่องเขตปกครองเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหาร และไม่เกิดความยุ่งยากต่อการพิจารณา,9.มาตรา216ในส่วนการตั้งกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยระบบคุณธรรม ในส่วนบุคลากรองค์กรบริหารท้องถิ่น มีผู้เสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการรรับการอุทธรณ์ แก้ปัญหาและพิทักษ์ระบบคุณธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการทำหน้าที่ คือ การรับอุทธรณ์ ร้องทุกข์,10.มาตรา222ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น โดยคณะกรรมการกลางที่ประกอบด้วยประธานศาลที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์ ที่ต้องพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาลด้วย

 11.มาตรา271ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีประเด็นพิจารณาเรื่องวาระดำรงตำแหน่งของประธาน ป.ป.ช. ที่ควรกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เช่น3ปี เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนและป้องกันการใช้อำนาจของประธานที่มิชอบ,12.มาตรา274ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. ใน (5) หน้าที่ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยมีผู้ขอให้เพิ่มถ้อยคำ ว่า “ในกรณีที่เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลัง” เพื่อให้มีความชัดเจนในการใช้อำนาจ และ13.มาตรา308ว่าด้วยวาระเริ่มแรกนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ใน(2)กำหนดให้สมาคมที่จัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และประสงค์จะเป็นกลุ่มการเมืองเพื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องจดแจ้งเปลี่ยนวัตถุประสงค์ต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีผู้ท้วงติงว่าไม่ถือเป็นการเปิดกว้างให้กลุ่มการเมืองเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง เพราะกลุ่มการเมืองที่จะส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งต้องไปจดแจ้งเป็นสมาคมก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนั้นยังมีประเด็นที่ที่ประชุมต้องหาข้อยุติ คือ การกำหนดให้มีสัดส่วนเพศตรงข้าม ไม่น้อยกว่า1ใน3เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ระบุในมาตรา76และการกำหนดให้มีสัดส่วนสตรี ไม่น้อยกว่า1ใน3เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ที่ระบุในมาตรา212ซึ่งที่ประชุม ได้นัดพิจารณาอีกครั้งในวันที่31มี.ค. เวลา13.30น.และยังมีอีก4 มาตราในหมวดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน ที่รอการพิจารณาทบทวนบทบัญญัติและบันทึกเจตนารมณ์