นายกฯเล็งใช้ก.ม.อื่นแทนกฎอัยการศึก หวังลดแรงกดดัน “ประวิตร”แบะท่ายูเอ็นขอให้ใช้กฎหมายอื่นแทน
ยัวะสื่อซักปมอัยการศึกไม่แก้ปัญหา-ถูกมองรัฐสร้างสถานการณ์เอง ยันเป็นผู้รักษากฎหมายไม่เองแน่ เผย คสช.เตรียมนำเนื้อหา ม.44 จัดทำเป็นคำสั่ง คสช.แล้วประกาศใช้แทนอัยการศึก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศบรูไนดารุสซาลามอย่างเป็นทางการ เมื่อวานนี้(26 มี.ค.) ถึงความชัดเจนการพิจารณายกเลิกการใช้กฎอัยการศึก เพื่อใช้กฎหมายอื่นแทนหรือไม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่เอานิ้วชี้ไปที่ศีรษะ พร้อมกล่าวว่า “ผมคิดอยู่ตั้งนานแล้ว”
เมื่อถามว่าจะมีการนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.นอกสถานที่ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 27 มี.ค.นี้เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ถ้าดีเมื่อไหร่ก็จะทำ”
ส่วนจะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาแทนกฎอัยการศึกใช่หรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่รู้สิ คิดอยู่เหมือนกัน เราพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่เราทำงานได้อย่างสบายใจ
เมื่อถามต่อว่ากฎหมายใหม่ที่จะนำมาใช้ จะทำให้สถานการณ์เบาลงหรือมีความเข้มข้นมากขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เท่าเดิม จะได้รู้ว่าเราใช้กฎหมายแค่ไหน ไม่ได้ใช้ทั้งฉบับ”
“ประวิตร”รับยูเอ็นขอให้ใช้ก.ม.อื่นแทน
ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงแนวคิดของรัฐบาล ในการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2557 แทนการใช้กฎอัยการศึกว่า ใช้ได้ แต่คุณจะรับผิดชอบได้หรือไม่ ใช้ได้หมด เพราะมาตรา 44 สามารถใช้ได้กับทุกเรื่อง และมันเหมาะสมหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างกฎหมาย 2 ฉบับนี้ใช้อย่างไหนดีกว่ากัน พล.อ.ประวิตร กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ยังไม่ได้ใช้เลย แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอย่างไหนดีกว่ากัน มาตรา 44 ยังไม่ได้ใช้เลย แต่จะใช้กับคุณนี่แหละ”
ส่วนสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ถือว่า การใช้กฎอัยการศึกดีที่สุดใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ตอนนี้เราคิดว่าถ้าเราใช้มาตรา 44 เราใช้ 2 ข้อเอง เราไม่ได้ใช้มากเลย ก็เห็นอยู่แล้ว คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องจะเดือดร้อนไหม ก็ไม่เดือดร้อน แต่เดือดร้อนเฉพาะคนที่ทำผิดเท่านั้น ฉะนั้นคนที่ไม่ได้ทำผิดเขาไม่เดือดร้อน สมมุติว่าเราจะจับใครก็ต้องไปขอหมายศาล กว่าจะดำเนินการก็หนีไปไหนต่อไหนแล้ว แต่ถ้าแบบนี้เราก็สามารถดำเนินการได้”
พล.อ.ประวิตร กล่าวยอมรับว่า “ที่อยากจะเปลี่ยนมาเป็นกฎหมายอื่น เพราะว่าทางองค์การ
สหประชาชาติ(ยูเอ็น) เขาบอกว่าลองไปคิดดูซิว่าจะทำได้หรือไม่ แต่เขาก็เห็นใจว่าบ้านเมืองเราอยู่ในขั้นวิกฤติที่ต้องแก้ไขปัญหา ก็ต้องใช้กฎหมายที่พิเศษ ตอนนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังคิดกันอยู่ ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้”
ติงสื่อซักรัฐสร้างสถานการณ์เอง
ผู้สื่อข่าวถามว่าใช้กฎอัยการศึกมาแล้วเกือบ 1 ปี ดูเหมือนว่ายังมีปัญหาอยู่ พล.อ.ประวิตร กล่าวอย่างมีอารมณ์และเสียงดังขึ้นว่า “แล้วคุณคิดว่ามีไหมล่ะ มีไหม คุณคิดว่ามีไหม คุณก็เห็นอยู่ว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้ แล้วมันมีไหมล่ะ คุณก็ตอบไม่ได้”
เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า ก็คิดได้หลายอย่าง พล.อ.ประวิทย์ กล่าวไล่ต้อนว่า “คุณคิดว่ากี่อย่าง คุณบอกมาซิว่ามีกี่อย่าง” ผู้สื่อข่าวกล่าวตอบว่า ก็อาจจะมีประชาชนมองว่าผู้ก่อการทำเอง พล.อ.ประวิตร กล่าวสวนขึ้น พร้อมกับชี้หน้าและถามกลับว่า “ใครทำเอง คุณจับให้ได้สิ คุณพูดอย่างนี้ ไอ้ห่า พูดได้ไงวะ ห่ะ พูดได้ไงว่าใครทำเอง คิดก็ไม่ได้ ผมเป็นคนรักษากฎหมาย ไปทำเองบ้าอะไร พูดอย่างนี้เสียหาย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นในวงสัมภาษณ์ก็เงียบลงทันที ก่อนที่นางยุวดี ธัญญสิริ หรือเจ๊ยุ ผู้สื่อข่าวอาวุโสจะกล่าวขึ้นว่า บางทีสื่อก็อยากจะซักรายละเอียด ขอให้ใจเย็นๆ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ซักอย่างนี้ได้ยังไง ซักแบบนี้ไม่ได้ครับพี่ มันเสียหาย เพราะผมเป็นผู้รักษากฎหมาย แล้วผมจะไปทำแบบนั้นได้อย่างไร”
เมื่อถามว่า ประเมินว่าสถานการณ์ในวันนี้เพิ่มขึ้นหรือเบาลง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เบาลง ถ้าไม่เบาลงจะสงบอย่างนี้หรือ ตนดูหมด ถ้าไม่ดูจะจับผู้ก่อเหตุได้หรือ ตนมีคนเฝ้าหมดทุกที่ เดี๋ยวจะให้ไปเฝ้าไอ้นี่ด้วย โดยพล.อ.ประวิตรได้ชี้นิ้วไปที่สื่อที่ตั้งคำถามให้อารมณ์เสีย
จ่องัดเนื้อหาม.44ทำเป็นคำสั่งคสช.แทน
ด้านแหล่งข่าวในรัฐบาล เปิดเผยว่า แนวทางที่รัฐบาลและคสช.จะดำเนินการใช้กฎหมายอื่นแทนกฎอัยการศึกคือ นำเนื้อหาในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว 2557 มาจัดทำเป็นกฎหมายใหม่ โดยจะทำเป็นคำสั่ง คสช. แล้วประกาศใช้แทนกฎอัยการศึกที่มีผลบังคับอยู่ทั่วประเทศในปัจจุบัน
สำหรับเนื้อหาของมาตรา 44 ระบุว่า ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว
รมว.ยุติธรรมลั่นต้องมีก.ม.ฟันฝ่ายบริหาร
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มสัญลักษณ์เครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต ภายใต้โครงการ “ข้าราชการไทยไร้ทุจริต” โดยมีตัวแทนข้าราชการจากหน่วยงาน อาทิ ส่วนราชการในบังคับบัญชาที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงต่างๆ สถาบันอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
พล.อ.ไพบูลย์ ได้บรรยายให้ผู้ร่วมงานฟังตอนหนึ่งว่า วันนี้ทางรัฐบาลได้พยายามแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งอยู่ในชั้นกฤษฎีกา นายกรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้ตนในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.เข้าไปดำเนินการ เราต้องการให้กฎหมายเขียนบทลงโทษฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีให้ได้ ต้องเขียนตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าการทุจริตมันเกิดตั้งแต่บนสุด ลงไปถึงผู้ปฏิบัติข้างล่าง และมักจะเป็นลักษณะของการอุปถัมภ์ นักการเมืองที่เข้ามาบริหารมีอิทธิพลในการเจริญก้าวหน้าของข้าราชการ และนักการเมืองยังมีอิทธิพลต่อการที่ไปเร่งรัดในงบประมาณ เช่น โครงการสร้างสนามฟุตซอล ดูให้ดีว่านักการเมืองบางคนแปรงบประมาณที่ไม่ถูกใช้โดยตรง เพื่อจูงใจที่จะทำ เพราะฉะนั้นกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเขียนให้นักการเมืองต้องรับผิดชอบให้ได้ และควรจะออกให้รัฐบาลชุดนี้ได้ใช้ ไม่อยากให้กฎหมายฉบับนี้ล่าช้า
จ่อส่งชื่อขรก.ทุจริตให้นายกฯเชือด
พล.อ.ไพบูลย์ ยังให้สัมภาษณ์ว่า การปราบปรามทุจริตอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ ต้องมีระบบป้องกันด้วย ซึ่งระบบป้องกันก็จะสร้างความรับรู้ตั้งแต่เยาวชน ต้องสร้างคนเจเนอเรชั่นใหม่ ขณะเดียวกัน ตนได้บูรณาการหน่วยงานทั้งหมด เพราะทุกเรื่องที่ผ่านมาล้วนต่างคนต่างทำ จึงดึงองค์กรอิสระมารวมตั้งเป็นศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งตนรับผิดชอบ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า จะมีการส่งรายชื่อข้าราชการที่ทำผิดให้นายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ โดยตนได้เรียนกับนายกฯ โดยตรงว่า ถ้าไม่ทำในลักษณะนี้มันก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ก็จะไปค้างอยู่ที่อัยการ ซึ่งต้องเห็นใจ เพราะใช้กระบวนการตรวจสอบยาวนาน จนรู้สึกว่าทำไมเกิดความล่าช้า นั่นเพราะว่ารัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ดังนั้น ต่อไปหากมีหลักฐานที่ชัดเจนจนสามารถเชื่อมั่นว่าข้าราชการกระทำความผิดแล้ว ก็สามารถปรับย้ายบุคคลนั้นๆ ออกจากปัญหา ซึ่งจะเห็นผลเร็วขึ้นเหมือนกับที่ประเทศจีนดำเนินการ
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การที่จะส่งรายชื่อข้าราชการไปให้นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่เพียงแค่ข้าราชการที่กระทำผิด แต่หมายถึงทั้งหมด
วิปสปช.ไฟเขียวถ่ายสดอภิปรายรธน.
นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ (วิปสปช.)แถลงผลการประชุมวิป สปช. ซึ่งพิจารณาถึงกรอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 20–26 เม.ย.นี้ว่า ที่ประชุมได้ให้อิสระของสมาชิก สปช. และ กมธ.ปฏิรูปด้านต่างๆ ต่อการกำหนดประเด็นที่จะอภิปราย โดยไม่มีการจำกัดประเด็น แต่ได้ขอความร่วมมือให้เรียบเรียงประเด็นที่จะอภิปรายให้มีความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะในชั้นการอภิปรายของ กมธ.ปฏิรูปคณะต่างๆ และขอความร่วมมือให้สมาชิกอภิปรายบนเหตุและผล ไม่ใช่การอภิปรายที่หวังแพ้ หรือหวังชนะกัน
นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีมติให้มีการถ่ายทอดสดการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดการประชุมด้วย และนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธาน สปช. ฐานะประธานวิป สปช. เตรียมทำหนังสือประสานความร่วมมือไปยังกรมประชาสัมพันธ์, สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ แล้ว แต่จะได้รับความร่วมมือหรือไม่ต้องรอการตอบรับอีกครั้ง
ขณะที่ประเด็นการขยายวันอภิปราย ตามที่มีสปช. เสนอญัตติให้เริ่มพิจารณาตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.นั้น ที่ประชุมเห็นว่าไม่สามารถทำได้เพราะจะเป็นการขัดข้อบังคับการประชุม ที่กำหนดให้ต้องส่งเอกสารให้สมาชิก พิจารณาก่อน 3 วันที่จะมีการพิจารณา ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะส่งเรื่องมาให้ประธาน สปช. ในวันที่ 17 เม.ย. ดังนั้นการนัดประชุมวันที่ 20 เม.ย. จึงเหมาะสมแล้ว และในประเด็นที่สปช.กังวลว่าเวลาจะไม่พออภิปรายนั้น เบื้องต้นที่ประชุมเห็นว่าจะให้ขยายเวลาอภิปรายในแต่ละวันให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบรรยากาศได้
นายวันชัย กล่าวด้วยว่าสำหรับเวลาอภิปรายนั้น แต่ละวันจะเริ่มประชุม 09.00 -21.00 น. โดย ในวันที่ 20 เม.ย. กำหนดให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ อภิปรายในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 ชั่วโมง ต่อด้วยการอภิปรายในส่วนคณะกมธ.ปฏิรูป ทั้ง 18 คณะ ที่จะได้เวลาอภิปราย คณะละ 2 ชั่วโมง โดยจำกัดจำนวนผู้อภิปรายในแต่ละคณะ ไม่เกิน 5 คน โดย เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นการอภิปรายของ สปช. เบื้องต้นหากมีผู้ประสงค์จะอภิปรายจำนวน 137 คน จะได้เวลาอภิปรายไม่น้อยกว่า 12 นาที แต่หากจำนวนสปช.น้อยกว่านั้นจะได้เวลาอภิปรายประมาณ 15 – 20 นาทีต่อคน
กมธ.ยกร่างฯผ่านบทนิรโทษคสช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาวาระทบทวนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ โดยการประชุม วันที่ 26 มี.ค.มีประเด็นการพิจารณาที่สำคัญ คือ มาตรา 315 ว่าด้วย “บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวว่า ก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” สำหรับเจตนารมณ์นั้น ได้รับการบันทึกว่า “เป็นเจตนารมณ์เดียวกันกับมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550” โดยที่ประชุมได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเวลาไม่ถึง 30 วินาที ไม่มีการอภิปรายเพื่อขอให้พิจารณาตัวบทบัญญัติ หรือเจตนารมณ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญบางคนแสดงความเห็นต่อสื่อมวลชนนอกรอบการประชุมอย่างดุเดือดว่า จะเสนอให้แก้ไข เพราะเป็นการเขียนข้อความที่ไม่ถูก เช่น การอ้างอิงเจตนารมณ์จากรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นต้น





