"พล.อ.ไพบูลย์" ลั่นต้องแก้กฏหมายทุจริต ลงโทษฝ่ายบริหารให้ได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี มอบหมายให้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มสัญลักษณ์เครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต ภายใต้โครงการ “ข้าราชการไทยไร้ทุจริต” โดยมีตัวแทนข้าราชการจากหน่วยงาน อาทิ ส่วนราชการในบังคับบัญชาที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงต่างๆ สถาบันอุดมศึกษา องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
โดยเมื่อเสร็จสิ้นกาีมอบเกียรติบัตร พล.อ.ไพบูลย์ได้บรรยายให้ผู้ร่วมงานตอนหนึ่งว่า วันนี้ทางรัฐบาลได้พยายามแก้ไขกฏหมายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งอยู่ในชั้นกฤษฎีกา นายกรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้ตนในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.เข้าไปดำเนินการ เราต้องการให้กฏหมายเขียนบทลงโทษฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีให้ได้ ต้องเขียนตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าการทุจริตมันเกิดตั้งแต่บนสุดลงไปถึงผู้ปฏิบัติข้างล่างและมักจะเป็นลักษณะของการอุปถัมป์ นักการเมืองที่เข้ามาบริหารมีอิทธิพลในการเจริญก้าวหน้าของข้าราชการ และนักการเมืองยังมีอิทธิพลต่อการที่ไปเร่งรัดในงบประมาณ เช่นโครงการสร้างสนามฟุตซอล ดูให้ดีว่านักการเมืองบางคนแปรงบประมาณที่ไม่ถูกใช้โดยตรง เพื่อจูงใจที่จะทำ เพราะฉะนั้นกฏหมายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเขียนให้นักการเมืองต้องรับผิดชอบให้ได้ และควรจะออกให้รัฐบาลชุดนี้ได้ใช้ ไม่อยากให้กฏหมายฉบับนี้ล่าช้า
จากนั้น พล.อ.ไพบูลย์ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมต่อผู้สื่อข่าว โดยกล่าวว่า การปราบปรามทุจริตอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ ต้องมีระบบป้องกันด้วย ซึ่งระบบป้องกันก็จะสร้างความรับรู้ตั้งแต่เยาวชน ต้องสร้างคนเจเนอเรชั่นใหม่ ขณะเดียวกัน ตนได้บูรณาการหน่วยงานทั้งหมด เพราะทุกเรื่องที่ผ่านมาล้วนต่างคนต่างทำ จึงดึงองค์กรอิสระมารวมตั้งเป็นศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) ซึ่งตนรับผิดชอบ ประกอบด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)ซึ่งเป็นหน่วยงานบูรณาการหลักที่ดูแลเรื่องทุจริตมีลักษณะเป็นฝ่ายปฏิบัติการในการปราบปรามการทุจริต โดยร่วมกันปฏิบัติงานโดยเลขาธิการของแต่ละหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมกันทุกจุด แต่ไปในลักษณะที่ปรึกษาและทำงานร่วมกันที่ขึ้นตรงต่อนายกฯ โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตที่นายกฯ เป็นประธาน
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า จะมีการส่งรายชื่อข้าราชการที่ทำผิดให้นายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ โดยตนได้เรียนกับนายกฯโดยตรงว่า ถ้าไม่ทำในลักษณะนี้มันก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ก็จะไปค้างอยู่ที่อัยการ ซึ่งต้องเห็นใจเพราะใช้กระบวนการตรวจสอบยาวนาน จนรู้สึกว่าทำไมเกิดความล้าช้า นั่นเพราะว่ารัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ดังนั้น ต่อไปหากมีหลักฐานที่ชัดเจนจนสามารถเชื่อมั่นว่าข้าราชการกระทำความผิดแล้ว ก็สามารถปรับย้ายบุคคลนั้นๆออกจากปัญหา ซึ่งจะเห็นผลเร็วขึ้นเหมือนกับที่ประเทศจีนดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่าการที่จะส่งรายชื่อข้าราชการไปให้นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่เพียงแค่ข้าราชการที่กระทำผิด แต่หมายถึงทั้งหมด ทั้งนี้ มาตรการของเรามี 2 อย่าง โดยนายกฯ เป็นผู้กำกับดูแล จากนั้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยตั้งเป้าไว้ว่าผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วย เช่นผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องจัดการปัญหาในส่วนของตัวเอง และเมื่อทางศูนย์ส่งรายชื่อข้าราชการทุจริตไปยังผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯต้องดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีการทุจริตในทุกจังหวัดและทุกกระทรวง ซึ่งต้องยอมรับความจริงหากไม่ยอมรับจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีทุจริตอย่างสนามฟุตซอลจะมีการดำเนินการให้เป็นตัวอย่างภายในรัฐบาลชุดนี้เลยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ทุกเรื่องถ้ามีหลักฐานชัดเจน เพราะเอกสารหลักฐานบางเรื่องไม่ได้ครอบคลุมไปถึงระดับบนซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องแก้ปัญหาไปที่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมามีพฤติกรรมที่รับรู้ได้ถึงปัญหา สื่อมวลชนเองก็รู้ดี แต่ไม่สามารถใช้ในแง่ของกฏหมายเข้าไปจัดการเรื่องพวกนี้ได้ จึงต้องกลับมาคิด ว่าระบบหรือระเบียบที่จะจัดการกับปัญหาจะทำอย่างไร
เมื่อถามว่า ในฐานะรมว.ยุติธรรมตั้งเป้าหมายในการจัดการหรือลดปัญหาการทุจริตไว้ระดับใด พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่สามารถนับเป็นหน่วยได้ แต่เชื่อว่าหลังจากที่ได้เห็นหน่วยงานเข้าไปตรวจ ได้แก่ คตร. สตง. จึงเชื่อว่าศูนย์ของตนนี้มีมาตรการที่ดี วันนี้ข้าราชการระดับล่างรับรู้แล้วว่ารัฐบาลเอาจริง จึงอยู่ที่คนระดับบนว่าจะเอาจริงหรือไม่หากไม่เอาจริงก็จะเกิดความล้มเหลว





