วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวิตร'ถามกลับ หลัง'แอมเนสตี้'ห่วงซ้อมผู้ต้องหา

"พล.อ.ประวิตร"ถามกลับ"ผมทรมานใคร" หลัง"แอมเนสตี้"เล็งส่งจดหมายถึงไทย ห่วงซ้อมผู้ต้องหา

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัชมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมสภากลาโหม ถึงสำนักงานเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เรียกร้องสมาชิกทั่วโลกส่งจดหมายถึง ผบ.ทบ.และ ผบ.ตร.ของไทย เพื่อแสดงความห่วงใยกรณีผู้ถูกควบคุมตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการถูกทรมาน โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ผมไปทรมานใคร” ตลอดจนถึงเจ้าหน้าที่ ให้เอาเรื่องจริงมาพูด ข่าวลือก็คือข่าว ก็บอกว่าไม่ได้ทำ เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลงานด้านความมั่นคง ไม่มีหรอก ที่จับมาก็เพราะมีการทำผิดและต้องสอบสวน จะไปทำอะไรได้ จะซ้อมหรือทำอะไร ไม่มีหรอก ทั้งนี้ในกฎอัยการศึก ก็ไม่ได้ให้อำนาจให้เจ้าหน้าที่ซ้อมผู้ต้องหา รับรองเราไม่ได้ทำ

เมื่อถามว่า จะดำเนินการอย่างไรกับคนที่ให้ข้อมูลกล่าวหาทหารโดยปราศจากพยานหลัก ฐาน จนทำให้เกิดความเสียหาย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อะไรที่ทำให้เกิดความเสียหายกับตัวองค์กรของรัฐ และทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในองค์กร ก็จำเป็น เพราะไปให้ร้ายเขา เมื่อถามว่า เรื่องกฎอัยการศึก ที่ทำให้ต่างชาติไม่มั่นใจ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กำลังดูอยู่ แต่อย่าลืมว่ากฎอัยการศึกที่ คสช.และรัฐบาลใช้อยู่ในขณะนี้ แค่2กรณี เท่านั้น คือการตรวจค้น การออกหมายจับ เพราะหากรอศาลจะไม่ทันเวลา นอกนั้นก็ไม่ได้ใช้เลย แต่ก็เอามาอ้างกันอยู่นั้นแหละ ซึ่งตนปรึกษากับนายกรัฐมนตรีว่าจะทำอย่างไร ดูเพื่อให้ต่างชาติได้สบายใจ

เมื่อถามว่า จะใช้กฎหมายปกติในการควบคุมตัวผู้ต้องหาแทนกฎอัยการศึกหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง จะดูว่าอะไรที่ต้องดูแลประชาชนไม่ให้ออกมาตีกัน ทำให้เสียบรรยากาศจนรัฐบาลบริหารประเทศได้ ก็จะดำเนินการต่อ แต่ถ้าไม่ส่งผลกระทบเราก็จะพิจารณา เมื่อถามถึง การติดตามตัวบุคคลที่ทำผิดและหนีไปต่างประเทศทั้งในมาตรา112 และ ก่อการร้าย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ากฎหมายบางอย่างของเราไม่มีในประเทศเขา และไม่ได้เซ็นเอ็มโอยูกันไว้ ไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือผิดกฎหมายอาญา บางครั้งก็ทำไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าบ้านเขาไม่มีกฎหมายแบบนี้ ส่วนความผิดคดีก่อการร้าย ก็ต้องขอตัวมา เพราะเรามีเอ็มโอยูกับเขา ก็จำเป็นที่เขาต้องส่งตัวให้เรา ส่วนที่อ้างว่าเป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องสู้กันว่าไปตามกฎหมาย 

พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประชาชน จะเข้ามาอยู่เฉยๆรอเลือกตั้งคงไม่ได้ อะไรที่ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าก็ต้องทำ ต้องเข้าใจว่าการเข้ามาของรัฐบาลและ คสช. ก็เพื่อหยุดความขัดแย้ง ไม่ให้ประชาชน2ฝ่ายตีกันและใช้อาวุธสงคราม เราเข้ามาบริหารเพื่อหยุดความขัดแย้งท่านั้น เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวต่างๆที่มีขึ้นเป็นระยะๆจะส่งผลกระทบต่อโรดแม็ป คสช. โดยเฉพาะการเลือกตั้งในกลางปีหน้าต้องคลาดเคลื่อนไปจากเดิมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ยืนยันทุกอย่างเดินตามโรดแม็ปที่วางไปไว้ ตลอดจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2559 สิ่งไหนที่มีการกำหนดระยะเวลาเอาไว้ ก็จะทำตามนั้น

คสช.โต้ แอมเนสตี้ อย่ามองไทยเชิงลบ 

ด้านพ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่งจดหมายถึงทางการไทย แสดงความห่วงใยผู้ถูกควบคุมตามกฎอัยการศึกเสี่ยงต่อการถูกทรมาน ว่า เรื่องนี้อาจเป็นความกังวลไปตามธรรมเนียมเดิม ซึ่งทางองค์กรดังกล่าวยังมีรายละเอียดและข้อมูลไม่ครบ คสช.ไม่อยากให้บางบุคคลหรือบางองค์กรมองสถานการณ์ด้วยทัศนคติแบบเก่า โดยเฉพาะการคาดเดาสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในไทยออกจะเป็นไปในเชิงลบอย่างเดียว เนื่องจากบางบริบทในไทยนั้นมีตวามแตกต่างจากที่อื่น

"ผมยืนยันว่าไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดที่ เจ้าหน้าที่จะต้องไปซ้อมทรมานผู้ที่อยู่ในการควบคุมตามกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่จะใช้แนวทางการขอความร่วมมือ และทำความเข้าใจ ให้ผู้ที่ถูกควบคุมมาร่วมกันกับทางเจ้าหน้าที่ ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองเป็นหลัก ยืนยันว่าในขั้นนี้จะยังไม่ปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมในลักษณะผู้ต้องหา ซึ่งมันอาจจะอยู่ในขั้นตอนต่อไปซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งแนวทางลักษณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ยึดถือและปฏิบัติมาตลอด แต่ก็ทราบดีว่าอาจยังมีผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์จะพยายามหยิบยกนำไปบิดเบือนขยายผลให้เกิดเป็นประเด็นเพื่อลดความน่าเชื่อถือเจ้าหน้าที่ รวมถึงพยายามกดดันต่อต้านการใช้กฎหมายฉบับนี้ ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ได้พยายามใช้กฎหมายฉบับนี้ในมุมที่สร้างสรรค์มาตลอด ต่อกรณีการควบคุมตัวทางเจ้าหน้าที่ได้มีระบบบันทึกทำหลักฐานไว้ในทุกขั้นตอน" พ.อ.วินธัย กล่าว

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ มั่นใจสังคมส่วนใหญ่ให้ความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อวิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพราะผลการปฏิบัติที่ผ่านมาค่อนข้างมีประสิทธิภาพ มีผลลัพธ์ที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการทุกอย่างจะอยู่ในวิธีแนวทางที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น รวมถึงยังไม่พบว่าการใช้กฎหมายนั้นส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสังคมปัจจุบัน นอกจากบางกลุ่มที่อาจพยายามบิดเบือนไปใช้ให้เกิดเป็นประเด็นในเชิงวาทะเท่านั้น