ดีเอสไอ รับเป็นแม่งานล้อมคอกแชร์ลูกโซ่หลอกลวงประชาชน ระดมหน่วยงานเกี่ยวข้องกำหนดมาตรการปราบปราม
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการแก้ปัญหาแชร์ลูกโซ่ว่า ในเดือนเม.ย.นี้ กระทรวงยุติธรรมจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว มาหารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามระยะยาว ทั้งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจและการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ซึ่งรับผิดชอบดูแลงานฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหลอกลวงผ่านแชร์ลูกโซ่รูปแบบหนึ่ง ที่ผ่านมาการปราบปรามมักเข้าไปภายหลังเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว จากสถิติของดีเอสไอมีคดีแชร์ลูกโซ่ที่รับเป็นคดีพิเศษกว่า 100 คดี อยู่ระหว่างการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงกว่า 43 คดี สามารถสรุปพฤติกรรมและกลุ่มเป้าหมายของคนร้ายได้ 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มประชาชนระดับรากหญ้า ส่วนใหญ่แชร์ลูกโซ่จะแฝงตัวหลอกลวงในรูปแบบของฌาปนกิจสงเคราะห์ เนื่องจากเห็นว่าฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นเรื่องใกล้ตัว 2.ประชาชนทั่วไป เป็นผู้มีฐานะปานกลาง แชร์ลูกโซ่จะมาในรูปแบบการร่วมลงทุนในสินค้าหรือบริหาร เช่น แชร์น้ำมันหอมระเหย แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์พวงมาลัย แชร์ล็อตตารี่ เป็นการลงทุนที่คาดหวังผลกำไรได้ง่ายไม่ซับซ้อน และ3. กลุ่มผู้มีเงินทุนเป็นกลุ่มที่มีความรู้ค่อนข้างสูง พัฒนารูปแบบการลงทุนเป็นเรื่องของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือการลงทุนในโลหะมีค่า เช่น ทองคำ หุ้น ซึ่งต่างประเทสไทยมีผลตอบแทนสูงทำให้คนร้ายนำมาแอบอ้างกระทำในรูปแบบเดียวจึงมีผู้ตกเป็นเหยื่อ
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า การจัดประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานจะทำให้ทุกหน่วยงานกำหนดทิศทางทำงานไปในแนวเดียวกัน ที่สำคัญคือยังสามารถกำหนดมาตรการปราบปราม ยับยั้งไม่เกิดความเสียหาย ซึ่งเบื้องต้นการยับยั้งแชร์ลูกโซ่ต้องอาศัยกลไก 2 ระดับ คือ ระดับพื้นที่เช่น ศูนย์ดำรงธรรมระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนและรู้เห็นปัญหาได้เร็วสุด และระดับส่วนกลาง เช่นหน่วยงานส่วนกลางต่าง ๆ เช่น ปปง. ดีเอสไอ ธปท. สคบ. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน





