เวทีปฏิรูปการศึกษา หนุนตั้งบอร์ดการศึกษา มีอำนาจกำกับ พัฒนาการศึกษา ย้ำปัญหาการศึกษาของผู้นำปท.-เจ้ากระทรวงศธ. ต้นเหตุปัญหาการเมือง-ศก.
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเวทีสัมมนาและรับฟังความเห็น เรื่อง การปฏิรูปการศึกษา โดยมีวิทยากรที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เข้าร่วม
โดยนางประภาภัทร นิยม เลขานุการกมธ.ปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สปช. กล่าวว่า จากประสบการณ์ในต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลี ประเทศฟินแลนด์ ทำการศึกษาที่เน้นการพัฒนาคนให้มีคุณภาพเป็นสำคัญ แต่ระบบการจัดการศึกษาของประเทศไทยที่ไม่ได้เน้นคุณภาพได้ส่งผลกระทบไปยังการบริหาร สำหรับการปฏิรูปการศึกษารัฐบาลไทยไม่ได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาการศึกษาเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดการพัฒนาแนวความคิดในศตวรรษที่ 20 สำหรับวิธีแก้ปัญหาต้องเน้นการปฏิรูปใน 2 ระดับ คือ 1.จัดให้มีกลไกปฏิรูปภายใต้คณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษา เบื้องต้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการฯ ขุดดังกล่าวไว้ และล่าสุดนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ กมธ.ปฏิรูปการศึกษาฯ นำกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษามาพิจารณาและแก้ไข รวมถึงจัดให้มีประมวลกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อปลดล็อคปัญหาการศึกษา แยกบทบาทการกำกับ ออกจากการบริหาร และ 2.ยกระดับการศึกษาให้เป็นการศึกษาทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษารวมถึงวัยสูงอายุให้ทั่วถึงทั้งสังคม
ด้าน นายวิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจไทยมาจากข้อจำกัดทางด้านการศึกษาของผู้นำประเทศ เช่น ระดับนายกฯ สิ่งสำคัญโครงสร้างปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจ คือ ทุนนิยมแบบผูกขาด ทำให้การพัฒนาการศึกษาถูกจำกัด ส่วนหนึ่งต้องการไม่ให้เด็กฉลาด หรือคิดเป็น ดังนั้นคนแบบนายกฯ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการในกระทรวงศึกษาถือเป็นตัวปัญหาของการพัฒนาระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน เพราะส่วนใหญ่ดีแต่พูด ไม่เคยพัฒนาคุณภาพได้แม้จะผ่านการศึกษาแนวทางพัฒนาจากต่างประเทศแล้วก็ตาม สำหรับการปฏิรูประบบศึกษาในระดับกระทรวงจำเป็นต้องมีกรรมการปฏิรูปการศึกษาเหมือนอย่างฮ่องกง โดยต้องทำงานเต็มเวลา มีอำนาจจริง แต่จำนวนกรรมการต้องไม่มาก คือ ประมาณ 4 คน รวมถึงเน้นการกระจายอำนาจ การศึกษา เพื่อพัฒนาการศึกษาไม่ใช่เพื่อให้เกิดกลุ่มมาเฟียในเขตการศึกษา
"ผมไม่มีความหวังกับการปฏิรูประยะสั้น แต่มีความหวังกับการศึกษาระยะยาว ปัญหาใหญ่ของวัยเรียนไทยปัจจุบันคือเด็กติดมือถือ ไม่อ่านหนังสือที่เป็นประโยชน์ เช่น พัฒนาเว็ปไซต์ที่เป็นองค์ความรู้เข้าถึงง่ายขณะเดียวกันต้องแก้ไขครู ให้เป็นครูที่มีวิชาชีพครูต้องมีอิสระ มีคุณภาพ เน้นความรู้ที่ทันสมัยมากกว่ายึดตำราเก่า ๆ "นายวิทยากร กล่าว
ขณะที่นายศรีราชา วงศารยางกูร ผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษา ว่า 1.ยุบเขตพื้นที่การศึกษา เพราะพบความล้มเหลว , 2.พัฒนาระบบนักวิชาการไทยที่ไม่มีความเป็นตัวของตนเอง เพราะลอกแบบมาจากต่างประเทศ, 3.ต้องจัดระบบการศึกษาทุกขั้นตอน ตั้งแต่คลอดจนถึงตลอดชีวิต โดยให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ ทำศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ, 4.พัฒนาสถานศึกษาไม่ให้เป็นเชิงพาณิชย์ โดย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง และเลิกระบบการศึกษาเชิงพาณิชย์ ขณะที่สถาบันอย่าง วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ในอดีตถือว่ามีคุณภาพ แต่ปัจจุบันพบว่ามีแต่ความเละเทะ
5.ต้องพัฒนาครู ระบบค่าตอบแทนครูที่มีคุณภาพและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ หากทำได้สามารถยกเลิกสถาบันติววิชาได้, 6.การประเมินผลที่มีมาตรฐาน และให้บทลงโทษ เช่น การยุบสถาบันศึกษาที่ไร้คุณภาพ เช่น อาชีวศึกษาที่พบนักเรียนตีกันเป็นประจำ และ7.พัฒนาระบบวิเคราะห์และวิจัยตั้งแต่เด็ก ขณะที่ประเด็นการปฏิรูปการศึกษาที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเชื่อว่าไม่สามารถทำให้การศึกษาพัฒนาได้ เพราะปัจจัยสำคัญของความสำเร็จจะอยู่ที่คน หากคนไม่เอาด้วยจะเขียนให้ดีอย่างไรก็ไม่สามารถเป็นไปได้ ขณะที่บอร์ดการศึกษาตามที่มีผู้เสนอนั้น ส่วนตัวไม่ทราบว่าจะเหมาะสมกับไทยหรือไม่
"การปฏิรูปจะสำเร็จได้ ผมมองว่าทำได้ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ เพราะหากรอให้รัฐบาลที่มาจากนักการเมืองทำไม่ได้แน่ ผมเชียร์ให้ท่านทำ ส่วนประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญ เช่น นายกฯ คนนอก ผมเคยบอกแล้วว่าเขียนไม่ได้ แต่ไม่ฟัง จนเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่กล้าเขียนเจตนารมณ์ หรือ ขยายความไว้" นายศรีราชา กล่าว





