สปสช.ยันบริหารกองทุนบัตรทองโปร่งใส-มีธรรมาภิบาล แจง 5 ข้อกล่าวหาป.ป.ท.สอบ ยันไม่มีเงินค้างท่อ มั่นใจจากนี้ประสานงานกับสธ.ราบรื่น
ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) พร้อมทีมผู้บริหาร สปสช.แถลงข่าว ข้อเท็จจริงการบริหารจัดการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่า ขอชี้แจงใน 3 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1. เรื่องการกล่าวหาการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาลนั้น ไม่เป็นความจริง สปสช.บริหารจัดการอย่างโปร่งใส่มีธรรมาภิบาล ซึ่งธรรมาภิบาลมี 6 เรื่อง ได้แก่ คุณธรรม นิติธรรมได้มีการทำตามกฎหมายที่พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545กำหนดไว้ชัดเจน เรื่องความโปร่งใสก็จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารในแต่ละปีโดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ก่อนจะออกเป็นประกาศและจัดทำเป็นคู่มือแจกจ่ายไปหน่วยบริการทั่วประเทศ เรื่องการมีส่วนร่วมก็ได้เปิดกว้างให้บอร์ดมาจากทุกภาคส่วน เรื่องความรับผิดชอบมีการบริการให้ประชาชนเข้าถึงบริการและช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการรับบริการ และเรื่องความคุ้มค่าเห็นได้ชัดเจนจากการพยายามจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ในราคาที่เหมาะสม คุ้มค่า
ประเด็นที่ 2 กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ตั้งข้อสงสัยใน 5 เรื่องนั้นได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังป.ป.ท.แล้ว และขอชี้แจงดังนี้ 1.ข้อสงสัยบอร์ดสปสช.มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเจตนารมณ์ของพรบ.หลักประกันฯต้องการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบบริการสุขภาพเข้ามาร่วมเป็นบอร์ดเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นในภาพรวม เช่น บอร์ดโดยตำแหน่งที่เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือตัวแทนโรงพยาบาล(รพ.)เอกชน ก็มีรพ.ในสังกัดเช่นกัน จะเห็นว่ามีส่วนได้เสียทั้งสิ้น
2.การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ มีผลตอบแทนส่วนลดจากองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ซึ่งสปสช.ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินจากการซื้อยาแต่อย่างใด สปสช.ซื้อยาจากอภ.และจ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนด โดยตามระเบียบการใช้เงินสนับสนุนกิจการภาครัฐของอภ. ระบุว่าหน่วยงานเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนได้ และไม่ใช่เงินส่วนลดจากการซื้อยา จึงไม่จำเป็นต้องส่งเงินเข้ากองทุน สปสช.จะนำเข้าบัญชีเงินสนับสนุนกิจการภาครัฐ 3.คณะกรรมการนำเงินไปใช้โดยไม่ใช่หน่วยบริการ เรื่องนี้สปสช.ไม่เคยนำเงินไปใช้สำหรับโครงการต่างๆของรพ.เอกชนที่ไม่ใช่หน่วยบริการ
4.การโอนเงินให้หน่วยบริการแล้วมีการโอนกลับเป็นการตกแต่งบัญชี โดยสปสช.ได้ทำการจ่ายเงินล่วงหน้าให้โรงพยาบาล ด้วยการใช้ผลงานที่รพ.ทำได้ในปีที่ผ่านมา ต่อเมื่อรพ.สรุปรายงานการรักษาและเรียเก็บมาที่กองทุน ก็จะทยอยหักกลบลบหนี้ไปในงวดสุดท้ายและตัวเลขจะต้องเท่ากับที่สปสช.จ่ายล่วงหน้าไป และ5.ค่าตอบแทนและเงินเดือนของเลขาธิการและบอร์ดสปสช. ส่วนของบอร์ดจะมีเบี้ยประชุมไม่เกินเดือนละ 12,000 บาท ส่วนเงินเดือนของเลขาธิการสปสช.นั้นตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.)กำหนดให้มีเงินเดือนสูงสุดได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งมีการทำสัญญาว่าจ้างและประเมินผลงานทุกปี ขอยืนยันว่ามีการทำตามระเบียบทุกอย่าง
นพ.วินัย กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 3 เรื่องกรณีกล่าวหามีเงินค้างท่ออยู่ที่สปสช.ส่งไม่ถึงหน่วยบริการ ทำให้รพ.ขาดทุน ระบบการบริการงบประมาณของสปสช.จะส่งท่อตรงไปยังรพ.ที่เป็นผู้ใช้เงินโดยตรง และก่อนสิ้นปีงบประมาณจะต้องเหลืองบประมาณอยู่ที่ส่วนกลางไม่เกิน 4 % แสดงว่าต้องส่งตรงไปหน่วยบริการ 96 % ถ้าเหลืออยู่ 4 % เพื่อรอการเรียกเก็บแล้วเรียกว่าเงินค้างท่อก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการบริหารงบบัตรทอง นพ.วินัย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับหนังสือว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องใดบ้าง
ต่อข้อถามการทำงานร่วมกันกับสธ.ต่อจากนี้ นพ.วินัย กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหากับปลัดสธ.ในเรื่องส่วนตัวแต่แนวคิดอาจไม่ตรงกันในบทบาทหน้าที่ บวกกับความไม่เข้าใจในระบบที่ซับซ้อนของสปสช. แต่คาดหวังว่าการทำงานร่วมกับรักษาการปลัดสธ.จะราบรื่นกว่าที่ผ่านมา โดยตนและรักษาการปลัดสธ. รวมถึง รองเลขาธิการสปสช.และนพ.อำนาย กาจีนะ รองปลัดสธ.ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูเรื่องบัตรทองและกลุ่มประกันสุขภาพได้มีการหารือร่วมกันแล้ว คงจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันในระดับบริหารที่ประกอบด้วยปลัดสธ. รองปลัดสธ.ทุกคน เลขาฯสปสช. และรองเลขาฯทุกคน ซึ่งจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)ในเร็วๆนี้
“อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสปสช.มีแนวคิดตรงกันมาโดยตลอดกับสธ.ในเรื่องแผนพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข(Service Plan) และเขตสุขภาพ อาจจะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องกลไกการดำเนินการเท่านั้น” นพ.วินัย กล่าว





