วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ตรวจฯชง12ร่างก.ม.การศึกษา สังคายนา'โครงสร้าง-หลักสูตร'

(รายงาน) ผู้ตรวจฯชง12ร่างก.ม.การศึกษา สังคายนา“โครงสร้าง-หลักสูตร”

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสภาพความเป็นจริงทาง “การศึกษา” ที่ทุกฝ่ายคงมีความเห็นตรงกันแล้วว่า เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งนอกจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา ที่เป็นกลุ่มแกนหลักแล้ว ยังมีอีกหลายภาคส่วนผนึกกำลัง ร่วมด้วยช่วยกันในการขับเคลื่อน “ปฏิรูปการศึกษา” ครั้งนี้
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองดังกล่าว โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เสนอแนวทาง “ปฏิรูปการศึกษาชาติทั้งระบบ"


ศรีราชา วงศารยางกูร ผู้ตรวจการแผ่นดิน บอกว่า ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2552 หยิบยกการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา คุณภาพของผู้สอน และผู้เรียน ขึ้นมาพิจารณา เพื่อไม่ให้การศึกษาของไทยถดถอยลงเรื่อยๆ ตลอดจนเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาล


เขาบอกว่า จากการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงพบว่า ระบบการศึกษาเกิดปัญหาทั้งระบบ อาทิ ปัญหาด้าน “งบประมาณ” ที่ได้รับสูงแต่สวนทางกับประสิทธิภาพการใช้เงิน


ด้าน “บุคลากร” มีปริมาณมากกว่างานและมีกระบวนการทำงานที่ล่าช้า ด้าน “คุณภาพครู” ที่เร่งผลิตผลงานวิชาการแต่คุณภาพนักเรียนลดลง


ส่วน “สถานศึกษา” หลายแห่งยังขาดแคลนบุคลากรครูและมีสื่อการสอนที่ไม่ทันสมัย ครูและผู้บริหารละทิ้งโรงเรียน การบริหารงานบุคคลไม่ยุติธรรม ไม่โปร่งใส


ขณะที่ “การศึกษานอกระบบ” ยังไม่ทำให้ผู้จบการศึกษามีคุณภาพในด้านการแสวงหาความรู้ และทักษะต่างๆ ที่ตอบสนองตลาดแรงงาน


ส่วนระดับ “อาชีวศึกษา” ยังขาดแคลนผู้เรียนในหลายสาขา ขาดการฝึกงานจริงในสถานประกอบการที่มีเครื่องมือทันสมัย และมีแนวโน้มอยากปรับเป็นอุดมศึกษา


สำหรับ “อุดมศึกษา” มีการเปิดหลักสูตรจำนวนมากที่ไม่สนองต่อทิศทางการพัฒนาประเทศและวัฒนธรรมไทย เป็นต้น


ด้วยเหตุนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงจัดตั้งคณะทำงานการปฏิรูปการศึกษาชาติทั้งระบบ เพื่อเสนอแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาชาติทั้งระบบผ่านการเสนอร่างกฎหมาย


“การเสนอร่างกฎหมายทั้ง 12 ฉบับ ทำให้มีผลกระทบต่อ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงเห็นสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติด้วย โดยเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ขึ้นอีกหนึ่งฉบับ โดยรวมเป็นการเสนอร่างกฎหมายทั้งหมด 13 ฉบับ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการพัฒนาการศึกษาอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน”


ทั้งน่ี้ นายศรีราชา บอกว่า ขณะนี้ได้จัดทำร่างกฎหมายเสร็จแล้ว 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยสภานโยบายและพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้ง “สภานโยบาย และพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ” หรือ “ซูเปอร์บอร์ดการศึกษา" เพื่อดูแลการศึกษา


พร้อมทั้้งส่งร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวไปยังองค์กรที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา เพื่อพิจารณาผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาชาติทั้งระบบในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ส่วนร่างกฎหมายอีก 11 ฉบับนั้นจะเร่งพิจารณาโดยเร็ว


ด้าน อุทุมพร จามรมาน ที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เสริมว่า ปัญหาการศึกษาเราเห็นทางออกแล้ว คือ “นโยบายการศึกษาไม่ต่อเนื่อง” เพราะฉะนั้นซูเปอร์บอร์ดการศึกษาคือทางออก ต้องออกกฎหมายรองรับให้มีอำนาจ บทบาทหน้าที่ และมีองค์ประกอบให้ชัดเจน เพื่อให้มีการจัดนโยบายด้านการศึกษาที่ต่อเนื่อง


“ต้องมีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเสียใหม่ โดยเฉพาะส่วนกลาง ที่มีหน่วยงานจำนวนมาก มีผู้ปฏิบัติงานประมาณ 10,000 - 15,000 คน ต้องปรับให้เหลือไม่เกิน 5,000 คน ส่วนภาคภูมิภาคที่ยังขาดความชัดเจนเรื่องอำนาจหน้าที่และปฏิบัติงานไม่คล่องตัวก็ควรปรับองค์กรใหม่”


ขณะที่ส่วนจังหวัด เธอเห็นว่า ยังขาดความเชื่อมโยงกับการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท และขาดการบูรณาการกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงอื่น จึงต้องจัดปรับให้จังหวัดมีอำนาจมากขึ้น


ตลอดจนสถานศึกษาที่มีการสั่งการจากกระทรวงเป็นหลัก ขาดความเป็น “ตัวตน” ในการบริหารสถานศึกษาก็ต้องกระจายอำนาจให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล บริหารจัดการ เงิน ครู บุคลากร และงานตามความเป็นจริง เพื่อคุณภาพนักเรียน


รวมทั้งการศึกษาภาคบังคับสามารถจัดให้โดยเริ่มที่ปฐมวัยและมีงบประมาณให้เพียงพอที่จะจัดการศึกษาให้ทั่วถึงและมีคุณภาพได้


“ต่อจากนี้ไปคนที่จะพัฒนาหลักสูตรต้องไม่ใช่ สพฐ. แต่ต้องเป็นหน่วยงานกลาง แล้วจะต้องดูแลหลักสูตรทั้งประเทศ รวมทั้งอุดมศึกษาที่มีการปล่อยให้เปิดมากมาย คงไม่ได้ ต้องดูหลักสูตรว่ามีการเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศหรือไม่ โดยเฉพาะคุณภาพคน ซึ่งเราอยากจะเห็นเด็กเป็นอย่างไร ก็ต้องอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนให้เชื่อมโยง”


ขณะที่ คมสัน โพธิ์คง รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิ บอกว่า ต้องลดขนาดกระทรวงลง และก็กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น หากทาง สปช. หรือ สนช. จะปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จได้ จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องการกระจายอำนาจให้อย่างแท้จริง


“การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นที่มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 300 คณะในการบริหารบุคคล ซึ่งรูปแบบการปฏิรูปของเราจะทำการลดขนาดในส่วนนี้ให้เหลือน้อยที่สุด หรือลดจำนวนให้เหลือ 1 ใน 3 ของคณะกรรมการที่มีอยู่ในปัจจุบัน”


นอกจากนี้ เขายังบอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองคือตัวปัญหาของการศึกษา การศึกษาที่ไม่ระบบอย่างทุกวันนี้ เพราะการเมืองแทรกแซง อาทิ อุปถัมภ์คน ฐานเสียง หาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณ จึงทำให้นโยบายการศึกษาที่ผ่านมาสับสน


ส่วนเรื่องหลักสูตรการศึกษา ปัจจุบันหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนเอกชนชั้นนำ พบว่า ไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอน แต่กลับไปอยู่ในมือของบริษัทเอกชนที่รับจ้างพิมพ์ตำราขายให้กับโรงเรียนต่างๆ ทำให้เป็นประเด็นปัญหาค่อนข้างมาก เท่ากับการกำหนดทิศทางการศึกษาของเด็กไร้ทิศทาง เพราะไม่มีหลักสูตรการศึกษา


“กฎหมายตรงนี้จะเน้นเรื่องการทำหลักสูตรการศึกษาของสถานศึกษา และจัดระบบการศึกษาในระดับต่างๆ เสียใหม่”


ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอ “ปฏิรูประบบการศึกษา” จากผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งหนุนเสริมแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้ ก็ได้แต่หวังว่าจะมีการผลักดันเข้าไปสู่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเป็นหลักประกันว่าการศึกษาของลูกหลานเราจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา