วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คสช.ปัดซ้อม4ผู้ต้องหาปาระเบิดศาลอาญา

โฆษกคสช.ปัดซ้อม 4 ผู้ต้องหาปาระเบิดศาลอาญา โวยกนส.มโนไปเอง หวั่นส่งผลกระทบรูปคดี ขั้นตอนลดหย่อนโทษ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกและโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึง กรณีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (กนส.)รับเรื่องร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ซ้อม 4 ผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญาเพื่อให้ได้ข้อมูลว่า เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง โดยไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการร้องเรียนในลักษณะนี้ทุกครั้ง เป็นลักษณะคล้ายๆ เหมือนร้องเรียนไว้ก่อนหรือกังวลไว้ก่อนและดำเนินการตามสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะบางครั้งการให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จออกไป จะส่งผลกับผู้ต้องหาในอนาคตเมื่อถึงขั้นตอนการพิจารณาคดี กรณีที่ศาลอาจจะพิจารณาลดหย่อนอัตราโทษให้

“ไม่มีเหตุผลที่เจ้าหน้าที่จะต้องไปบังคับขู่เข็นผู้ต้องหา การดำเนินการทุกอย่างอยู่ในวิธีแนวทางที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น และที่สำคัญการให้ข้อมูลในชั้นนี้จะเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ยังไม่ใช่ข้อผูกมัดในการฟ้องเอาผิดทางคดี โดยชั้นตอนดังกล่าวจะอยู่ในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”พ.อ.วินธัย กล่าว

พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีความกังวลต่อการควบคุมตัวบุคคลโดยไม่ได้แจ้งญาติให้รับทราบถึงสถานที่และการเข้าถึงทนายความ เกรงจะทำให้เกิดความไม่โปร่งใสและสุ่มเสี่ยงในการใช้อำนาจตามอำเภอใจตลอดจนการซ้อมทรมานผู้ต้องหานั้น มั่นใจว่าการเข้าแสดงตัวตนของเจ้าหน้าที่ หรือการให้เหตุผลในการเชิญตัวนั้นเป็นไปโดยเปิดเผยและบริสุทธิ์ใจ แต่ในส่วนของญาติและผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น บางกรณีเจ้าหน้าที่อาจทำได้เท่าที่จำเป็น ทั้งนี้เพื่อผลสำเร็จสูงสุดของภารกิจและการรักษาความสงบเรียบร้อย การปฏิบัติในขั้นตอนนี้จะเน้นการขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลเป็นหลัก เพื่อขยายผลการสืบสวนไปสู่ผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยในทุกขั้นตอนการปฏิบัติมีบันทึกยืนยันการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา เพื่อใช้เป็นเครื่องยืนยันความโปร่งใส เป็นธรรม อย่างเหมาะสม ที่สำคัญเจ้าหน้าที่จะไม่ปฏิ บัติต่อผู้ที่ถูกเชิญตัวมาในลักษณะของผู้ที่ทำความผิด เพราะยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาในชั้นนี้จึงอาจจะยังไม่อยู่ในขั้นตอนที่ต้องใช้ทนายความ

พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับการขอให้ยุติการใช้อำนาจกฎอัยการศึกเพื่อนำบุคคลที่กระทำความผิดมาลงโทษนั้น เรียนว่ากฎอัยการศึกจะใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยป้องกันการใช้ความรุนแรงเป็นหลัก ตลอดจนถึงการซักถามข้อมูลเบื้องต้น ส่วนขั้นตอนการนำคนทำผิดมาลงโทษนั้นยังเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามขั้นตอนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“อยากให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้พิจารณาองค์ประกอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นธรรมด้วย สังคมได้ตั้งข้อสังเกตเชิงสับสนในระยะหลังว่า ทำไมบางองค์กรเหมือนให้ความสำคัญเชิงลำเอียงด้วยการตั้งสมมุติฐานก็ดี เอียงไปทางฝ่ายคนที่ทำผิดกฎหมายมากกว่า ทั้งๆ ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐพยายามทำทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสังคมอย่างตรงไปตรงมา เพื่อความผาสุกของคนในประเทศ โดยเฉพาะในฐานะผู้ที่ประกอบอาชีพด้านกฎหมายน่าจะสนับสนุนหรือให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่พยายามใช้หลักกฎหมายในการทำงานมากกว่าการแสดงความไม่ไว้วางใจหรือชี้นำให้เกิดความสับสน ”พ.อ.วินธัย กล่าว