วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งจัดเรทติ้ง-เช็คเครดิตบูโร เสริมความเชื่อมั่นสหกรณ์

(รายงาน) เล็งจัดเรทติ้ง-เช็คเครดิตบูโร เสริมความเชื่อมั่น“สหกรณ์”

ผลกระทบจากคดีร่วมกันยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่มี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ คลองจั่น กับพวก ตกเป็นผู้ต้องหานั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายเป็น “โดมิโน” ทั้งต่อสมาชิกสหกรณ์ฯ กว่า 5 หมื่นราย สหกรณ์อื่นๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ ลุกลามไปกระทบความเชื่อมั่นต่อ “ระบบสหกรณ์” และ “ระบบเศรษฐกิจ” ของประเทศ


ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นยังเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นปัญหาทางศาสนาจนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสะสางปัญหาโดยเร็ว ก่อนที่ความเสียหายซึ่งเรื้อรังมานานจะฟอนเฟะไปมากกว่านี้ ซึ่งหน่วยงานระดับปฏิบัติที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ อย่าง กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้


นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ในภาพรวมของสหกรณ์ทั่วประเทศ รวมทั้งแนวทางปรับปรุงแก้ไขสหกรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “สหกรณ์ฯ คลองจั่น2” ในอนาคต


นายโอภาส บอกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ การส่งเสริมสนับสนุนให้คำแนะนำสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิกได้ และการกำกับการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ โดยหน้าที่นี้จะเรียกกันว่า “นายทะเบียนสหกรณ์” ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ โดยหน้าที่ทั้ง 2 ส่วนนี้จะทำงานคู่ขนานไปด้วยกันตลอดเวลา


เขาบอกว่า กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นความสำคัญของกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งขึ้นจึงมีนโยบายใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นกับหน้าที่ในการกำกับดูแล โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้หารือถึงแนวทางในการเข้าไปดูแลการตรวจสอบภายในระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น


“วันนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ตั้งกลุ่มตรวจการสหกรณ์ จากข้าราชการที่ได้รับมอบหมายจากนายทะเบียนสหกรณ์ ตามอำนาจในมาตร 49 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่แนะนำ ดูแล และมีอำนาจเข้าไปตรวจเอกสาร หรือเรียกเอกสารมาดูเท่าที่สงสัย”


อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชี มี 2 ส่วนในการตรวจคือ ตรวจเพื่อแนะนำส่งเสริมสหกรณ์ให้ดำเนินงานดีขึ้นและตรวจเพื่อแก้ไข ซึ่งการตรวจสอบอาจพบความผิดพลาดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็จะให้กลุ่มตรวจการฯ แนะนำให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย แล้วให้มีการเสนอข้อมูลในที่ประชุมคณะกรรมการสหกรณ์นั้นๆ เพื่อขอมติในการแก้ไข
การตรวจเพื่อการแก้ไขนั้น ยังมีรูปแบบคณะกรรมการแก้ไขระดับจังหวัด มีตัวแทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ คือ สหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ ตัวแทนจากรมตรวจบัญชี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และตัวแทนสหกรณ์ที่พบข้อบกพร่องแก้ไข จะมานั่งหารือเพื่อวางแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง
ส่วนของการเฝ้าระวังนั้น เขาบอกว่า ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันให้บทบาทกลุ่มผู้ตรวจการณ์ของนายทะเบียนมีความเข้มข้นในการดำเนินงานและเพิ่มอำนาจจากความจำเป็นที่ในปัจจุบันสหกรณ์มีความหลากหลายมากขึ้น


ปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์แบ่งได้เป็น 7 ประเภท 1.สหกรณ์เกษตร 2.สหกรณ์ประมง 3.สหกรณ์นิคม (ทั้ง 3 ประเภท จัดอยู่ในกลุ่มสหกรณ์ภาคการเกษตร) 4.สหกรณ์ออมทรัพย์ 5.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 6.สหกรณ์ร้านค้า 7.สหกรณ์บริการ เช่น สหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพกลุ่มงานในประเทศไทย


ทั้งนี้ จำนวนสหกรณ์ทุกประเภทมีทั้งหมด 8,163 แห่ง จำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 11.2 ล้านคน ทุนดำเนินกิจการ 2.25 ล้านล้านบาท เงินฝากรวมทั้งสิ้น 6 แสนล้านบาท เป็นระบบการเงินที่ค่อนข้างใหญ่ หรือคิดเป็น 17% ของจีดีพี


ในจำนวนนี้กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์พบว่า สหกรณ์ที่มีปัญหามีเพียง 2% ที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไขจากกรมส่งเสริมสหกรณ์


“2%ที่ตรวจพบและต้องได้รับการดูแลแก้ไขนั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดจากเนื้อในของสหกรณ์ เช่น ดำเนินงานนอกวัตถุประสงค์ มีการใช้จ่ายผิดประเภท การทุจริตของตัวคณะกรรมการ”


สำหรับแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับสมาชิกสหกรณ์นั้น เขาบอกว่า จะเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบงบบัญชีต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาเกิดผลสัมฤทธิ์ สามารถป้องกันปัญหาได้คลอบคลุมและตรงจุดที่สุด


ส่วนนายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจในการกำกับดูแลให้คณะกรรมการสหกรณ์ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ ไม่สร้างความเสียหายให้แก่สหกรณ์หรือสมาชิก ซึ่งกฎหมายสหกรณ์ให้อำนาจนายทะเบียน 3 ระดับ หลังแจ้งให้มีการแก้ไข คือ 1.ระงับการดำเนินงาน 2.ยุติการดำเนินงาน และ3.สั่งให้เพิกถอนคณะกรรมการ


“การเพิ่มอำนาจให้นายทะเบียน กำลังอยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อแก้ไขให้นายทะเบียนสามารถดำเนินการกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกสหกรณ์แต่ทำให้สหกรณ์เสียหาย ซึ่งเป็นอำนาจที่เพิ่มเติมเข้ามาตามสมควรไม่ได้มากมาย เนื่องจากความมุ่งหมายของกฎหมายสหกรณ์ คือ มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าที่จะเน้นบทลงโทษ”


เขาเห็นว่า สหกรณ์มีความเป็นธุรกิจที่ต้องการความอิสระในการบริหาร แม้จะต้องควบคุมไม่ให้ทำผิดกฎหมาย แต่การออกกฎหมายที่ลักษณะบังคับด้วยกฎเกณฑ์มากมายจะทำให้สหกรณ์เติบโตช้า และการออกกฎหมายจะแยกบังคับใช้กับสหกรณ์ขนาดเล็กหรือใหญ่ไม่ได้


อย่างไรก็ดี เขาเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะเชิญตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตัวแทนจากกลุ่มธุรกิจธนาคารมาขอคำแนะนำในการนำ “ตัวชี้วัดความเสี่ยง” ของระบบธนาคารมาปรับหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมกับระบบสหกรณ์เพื่อนำมาใช้ในการ “จัดอันดับความน่าเชื่อถือสหกรณ์” สำหรับเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกหรือชี้วัดผลการทำงานของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้อีกทาง


นอกจากนี้ยังมีแนวคิดผลักดันให้สหกรณ์ทุกแห่งในประเทศไทยเข้าระบบ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ “เครดิตบูโร” ซึ่งจะทำให้ประชาชนทุกคนสามารถรับรู้สถานะการเงินของสหกรณ์ที่มีการทำธุรกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี


เขาเชื่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากตัวบุคคคลที่เข้ามาบริหารงาน ฉะนั้นในคัดสรรคนเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ต้องให้สมาชิกทุกคนได้คัดเลือกคนด้วยความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้คนดี มีความเสียสละ พร้อมที่จะทำงานให้กับคนส่วนรวม


“แม้แต่สหกรณ์ในหน่วยงานราชการก็ไม่ได้มีข้อบังคับว่า คนที่จะเป็นประธานสหกรณ์ต้องเป็นข้าราชการระดับอธิบดี ใครอยากเป็นประธานสหกรณ์ต้องได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกให้เข้ามาโหวตกันอีกตามระบบประชาธิปไตย”


เมื่อถามถึงความก้าวหน้าในกิจการสหกรณ์ นายโอภาส บอกว่า ตลอดระยะเวลา 99 ปี ตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.2459 ที่มีการก่อตั้ง “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” (จ.พิษณุโลก) ขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยจำนวนสมาชิก 16 คน ทุนดำเนินงานเริ่มต้น จำนวน 3,080 บาท และมีการกู้เงินจาก บริษัท แบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด อีกจำนวน 3,000 บาท จนถึงทุกวันนี้ก็เห็นว่า สหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง
ทว่าความก้าวหน้าของธุรกิจอื่นๆ กับการดำเนินงานของสหกรณ์ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะความเจริญของสหกรณ์ วัดกันในเชิงลึกที่ตัวสมาชิกสหกรณ์ที่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าบางคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ในอำเภอเดียวกันหรือในท้องที่เดียวกัน


“สหกรณ์ไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้กับพ่อค้า เพราะสหกรณ์สู้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ขอให้ถือว่า พ่อค้าเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์ ธนาคารอาจมีตัวชี้วัดความเจริญก้าวหน้า เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับธนาคาร เพราะกระดูกคนละเบอร์”


เขาบอกว่า ในสหกรณ์ก็ไม่มีการแข่งขันกัน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ วินวิน และยังสามารถแบ่งปันผลประโยชน์ที่ร่วมกันสร้างได้อีก เราก็ต้องพยายามแก้ไขปัญหาสมาชิกของเรา ร่วมกันทำกันไปเป็นคู่ขนานกับความเจริญก้าวหน้าของสหกรณ์


อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทิ้งท้ายว่า ด้วยจำนวนสหกรณ์ที่มีจำนวนมาก และมีการแยกประเภทไว้ค่อนข้างครอบคลุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยกรัฐมนตรี จึงมีแนวคิดให้คนไทยได้เข้ากลุ่มสหกรณ์กันมากขึ้น เผื่ออนาคตการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถดำเนินการผ่านระบบกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประสานงานระหว่างภาครัฐกับประชาชน เช่น การจ่ายเงินชดเชยเยียวยาอุทกภัย ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น