ไฟเขียวร่างพรบ.3ฉบับ ป้องกันหนุนการเงิน‘ก่อการร้าย’

(รายงาน) ครม.ไฟเขียวร่างพรบ.3ฉบับ ป้องกันสนับสนุนการเงิน "ก่อการร้าย"
การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วานนี้(17 มี.ค.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (ฉบับที่) พ.ศ....ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (ฉบับที่..) พ.ศ...และร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่..) พ.ศ....รวม 3 ฉบับ มีประเด็นสำคัญดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (ฉบับที่..) พ.ศ....เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสนอรายชื่อบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด(Thialand Sanctions List) ก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคแก่พนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานอัยการในการรวบรวมพยานหลักฐานและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในขั้นศาล อันทำให้กระบวนการในการกำหนดรายชื่อเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดทำได้ค่อนข้างยากลำบาก ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและแจ้งรายชื่อบุคคลที่ถูกที่ถูกกำหนด(Designated Persons) ไปยังผู้ที่มีหน้าที่รายงานหรือผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกกำหนดก็มีข้อขัดข้อง เกิดความล่าช้า ทำให้ไม่อาจดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล(Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism:AML/CFT) ที่ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า(Without Delay) ทันต่อสถานการณ์
ในปี 2558 ประเทศไทยจะต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ด้าน AML/CFT โดยนอกจากการประเมินสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของกฎหมายแล้ว ยังมีการประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายด้วยว่ามีประสิทธิภาพ (effectiveness) หรือไม่
หากประเทศไทยไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายด้านAML/CFTได้อย่างมีประสิทธิภาพก็อาจจะทำให้ FATF มีมติให้ขึ้นบัญชีรายชื่อประเทศไทยกลับไปอยู่ในคำประกาศสาธารณะ(Public Statement) อีกครั้งเหมือนในปี พ.ศ. 2555 เพราะประเทศไทยมีข้อบกพร่องเรื่องการบังคับใช้กฎหมายด้านAML/CFT ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก FATF อาจใช้มาตรการตอบโต้ (Counter Measures) ทางการเงินที่จะส่งผลให้การทำธุรกิจของลูกค้าที่เป็นชาวไทย/สถาบันการเงินไทยมีความยากลำบากขึ้น เพราะจะถูกสถาบันการเงิน ต่างประเทศตรวจสอบธุรกรรมอย่างเข้มข้น (Enhanced Due Deligence) รวมทั้งประเมินความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินไทยอย่างต่อเนื่อง และอาจมีผลต่อการตัดสินใจในการยกเลิกความสัมพันธ์จนอาจกระทบต่อการค้าการลงทุนของประเทศไทยในที่สุด
ฉะนั้น ประเด็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับกำหนดรายชื่อและการประกาศรายชื่อดังกล่าว จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวโยงกับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบกับมีความผิดบางลักษณะตาม พระราชบัญญัตินี้ที่สมควรกำหนดให้เป็นความผิดที่เปรียบเทียบได้ในชั้นเจ้าพนักงาน โดยไม่ต้องนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
เนื่องจากกลไกเกี่ยวกับมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของประเทศไทย โดยผลจากรายงานผลการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลกและกลุ่มความร่วมมือ Asia Pacific Group on Money Laundering (APG) ในระหว่างเดือนก.พ.-มี.ค. 2550 ซึ่งประเมินความพร้อมของไทยเปรียบเทียบกับข้อแนะนำของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force - FATF เกี่ยวกับการฟอกเงิน 40 ข้อ และข้อแนะนำพิเศษเกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย 9 ข้อ
ปรากฏว่า หน่วยงานของรัฐหรือกลไกและมาตรการด้าน AML/CFT ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ FATF โดยในส่วนของมาตรการทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของไทยนั้น จากรายงานผลการประเมินพบว่ามีข้อบกพร่องที่จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหลายประการ
ดังนั้นภายหลังปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้พยายามดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เรื่องมาตามลำดับ
อย่างไรก็ดีแม้จะมีการแก้ไขเพิ่มกฎหมายมาแล้ว 3 ครั้ง แต่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็ยังขาดบทบัญญัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ด้าน AML/CFT ในบางประการ
นอกจากประเด็นเรื่องความไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลแล้ว เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา พบว่ามีบทบัญญัติบางประการที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดข้อขัดข้องและขาดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบกับในปี พ.ศ.2558 ที่ประเทศไทยจะต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานAML/CFT นั้น
นอกจากการประเมินความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของกฎหมายประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายด้วยว่า เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งหากประเทศไทยไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพก็อาจจะทำให้FATFให้ขึ้นบัญชีรายชื่อประเทศไทยกลับไปอยู่ในคำประกาศสาธารณะเหมือนในปีพ.ศ. 2555 เพราะเหตุประเทศไทยมีข้อบกพร่องเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกของFATFอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการเงินที่จะส่งผลให้การทำธุรกรรมของลูกค้าที่เป็นชาวไทย/สถาบันการเงินไทยมีความยากลำบากมากขึ้นเพราะจะถูกสถาบันการเงินต่างประเทศตรวจสอบธุรกรรมอย่างเข้มข้น (Enhanced Due Diligence)
รวมทั้งประเมินความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินไทยอย่างต่อเนื่อง และอาจมีผลต่อการตัดสินใจในยกเลิกความสัมพันธ์จนอาจกระทบต่อการค้าการลงทุนของประเทศไทยในที่สุด ประเด็นการบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน
นอกจากนี้โดยที่การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง สำนักงานปปง.มักถูกมองว่าถูกแทรกแซงและครอบงำโดยฝ่ายการเมืองและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานฝ่ายตรงกับรัฐบาล ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระและเป็นกลางในการบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานปปง.เกิดความคลางแคลงสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานด้วยเหตุผลข้างต้น
กรณีจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้มีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสามารถตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมมิให้ลุกลามสร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ
ทั้งยังสามารถสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและในหมู่ประชาชน รวมทั้งกำหนดให้สำนักงานปปง.เป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชีของนายกรัฐมนตรี
ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
เนื่องจากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2552 กำหนดให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง ซึ่งปฏิบัติงานในสำนักงานและขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี จึงแก้ไขพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ ให้สอดคล้องกันด้วย จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติตามข้อ 1 รวม 3 ฉบับ







