(รายงานพิเศษ) จับยกก๊วน "เดียร์" แดงใต้ดินไม่หยุด กลิ่นรุนแรงยังไม่สิ้น
คดีปาระเบิดศาลอาญา รัชดา ได้ถูกขยายผลจากการจับกุม “เดียร์” สุภาพร มิตรอารักษ์ ไปสู่การกวาดล้าง “ขบวนการใต้ดิน” ครั้งใหญ่
ล่าสุด “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยาบาลอาสาสมัคร และพยานปากสำคัญในคดียิง 6 ศพ ในวัดปทุมฯ ปี 2553 ตกเป็นผู้ต้องหาว่าจ้างก่อเหตุระเบิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 5 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ประกอบด้วย กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์, สวนลุมพินี, สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินจตุจักร, ศาลอาญา และลานจอดรถโรงแรมสยามเคมปินสกี้ หลังห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน แต่ก่อเหตุไม่สำเร็จ จึงยกเลิกไป
โดยมี มนูญ ชัยชนะ หรือ เอนก ซานฟราน เป็นผู้จ้างวานโอนเงินผ่านบุตรชายของ “เดียร์” สุภาพร และติดต่อผ่านเครือข่าย
จากนั้นมีการเริ่มว่าจ้างอีกครั้งเพื่อก่อเหตุที่ศาลอาญารัชดา และจุดอื่นรวม 3 จุด โดยผู้ว่าจ้างเจ้าเดิม เป็นผู้ติดต่อผ่าน “เดียร์” และประสานเครือข่ายที่มี วาสนา บุศดี เป็นผู้โอนเงินว่าจ้างให้กับผู้ก่อเหตุ จนก่อเหตุได้สำเร็จและถูกจับกุมตัว
ฉะนั้นตัวละครสำคัญในยุทธการป่วนเมืองครั้งนี้คือ “อเนก ซานฟราน” กับ “เดียร์” สุภาพร มิตรอารักษ์
กล่าวสำหรับ “เอนก ซานฟราน” หรือ “แอนโทนี ซานฟราน” ปรากฏตัวต่อสังคมคนไทยในอเมริกาในฐานะ “คนรักทักษิณ” ครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผ่านทางรายการ “ประชาธิปไตยทูเดย์” ของสถานีโทรทัศน์ไอพีทีวี ซึ่งปัจจุบันปิดตัวลงไปแล้ว
โดยเอนก ซานฟราน ได้โทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นประจำทุกวัน ด้วยสำนวนที่ถึงพริกถึงขิง และโฉบเฉี่ยวต่อการหมิ่นเบื้องสูง
ด้วยทนงตัวว่ากำลังแสดงความคิดเห็นอยู่ในแผ่นดินแห่งเสรีภาพ เอนกพูดจาใส่อารมณ์ไม่ยั้ง รวมถึงการแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันเบื้องสูงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 จึงทำให้เขากลายเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในวันนี้
หลังจากนั้นไม่นาน ชื่อเอนก ซานฟรานดังกระฉ่อน และถูกยกให้เป็นแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงในสหรัฐฯ ไปในทันที
ในที่สุด เอนกยึดเอาเวทีประชาธิปไตยทูเดย์ เป็นเครื่องมือในการทำงานเพื่ออดีตนายกฯ ทักษิณ หลังเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
เดือนมิถุนายน 2555 เอนกได้ร่วมกับกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน จัดตั้งองค์กรเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนชื่อ “ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน” (Thai Alliance for Human Rights) โดยเอนกนำนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวลาวในกรุงวอชิงตัน มาเปิดตัวองค์กรของเขากับสื่อไทยในเมืองลอสแอนเจลิสด้วย
เหตุที่เอนกทำแนวร่วมกับ “คนลาว” ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เพราะคนไทยในซานฟรานซิสโก และลอสแอนเจลิสโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ เอนกจึงดึงคนลาวบางกลุ่มมาเป็นสมาชิก นปช.ยูเอสเอ ทำการเคลื่อนไหวต่อต้าน “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” ในเมืองไทย
สื่อมวลชนไทยในสหรัฐฯ ทราบดีว่า เอนกใช้ร้านก๋วยเตี๋ยว “คิงออฟไทยนู้ดเดิล” ในซานฟรานซิสโก เป็นสำนักงานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และศูนย์รวมคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดีมาตรา 112 ออกจากไทย
ในวันที่ตำรวจนำตัวมหาหิน ขุนทอง มาพบกับสื่อมวลชนครั้งแรก โดยคืนนั้น มหาหินพูดถึงผู้หญิง “เดียร์” และบอกว่า “เดียร์เป็นคนของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน” แต่นักข่าวส่วนใหญ่ไม่สนใจประเด็นนี้ เพราะไม่คุ้นชื่อกับองค์กรภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า “เดียร์” เป็นคนเสื้อแดงมุกดาหาร ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างองค์กรในต่างประเทศ กับเครือข่าย “แดงฮาร์ดคอร์”
“เราทราบว่ามีแดงฮาร์ดคอร์หลบหนีไปอยู่ทางประเทศเพื่อนบ้านเยอะ และเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของพวกนี้ คาดว่าเดียร์จะไปเชื่อมต่อกับคนเสื้อแดงในประเทศเพื่อนบ้านอยู่เป็นประจำ” แหล่งข่าว
“ประเทศเพื่อนบ้าน” ในสายตาของฝ่ายความมั่นคงยุคนี้นั้น มิได้หมายถึงประเทศเพื่อนบ้านที่เคยตกเป็นเป้าหมายในช่วงการชุมนุมใหญ่โค่นระบอบอำมาตย์เมื่อปี 2552-2553
มีการข่าวที่ค่อนข้างชัดว่า ท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มใต้ดินได้ต่อตรงมาจากสหรัฐฯ ผ่านคนเสื้อแดงในประเทศเพื่อนบ้าน และ “เดียร์” จึงข้ามฝั่งไปรับเอามาแจกจ่ายผ่านเครือข่ายฝ่ายปฏิบัติการ
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเล่าว่า ในประเทศเพื่อนบ้านมีคนเสื้อแดงหนีหมายเรียก คสช. หรือหนีคดีมาตรา 112 อยู่นับร้อยคน โดยแยกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มสหายเก่า ที่เข้าร่วมทำกิจกรรมคู่ขนานกับขบวนคนเสื้อแดง และ กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์(แดงใต้ดิน) ที่มีจำนวนหนึ่งเคยร่วมงานกับโกตี๋ เรดการ์ด
“เวลานี้ แดงฮาร์ดคอร์ไม่ได้มีกลุ่มเดียว มันแบ่งเซลล์ย่อยๆ มีอิสระในการทำงาน และไม่ได้ขึ้นต่อ นปช. ฉะนั้นพวกที่จับได้ 14-15 คนวันนี้ ก็แค่กลุ่มเดียวเท่านั้น” แหล่งข่าวกล่าว
นับแต่เกิดเหตุระเบิดที่พารากอน และหน้าศาลอาญา รัชดา ได้บ่งชี้ว่า สัญญาณการต่อต้าน คสช.เริ่มแรงขึ้น แม้ครั้งนี้จะล้มเหลว ก็มิได้หมายความว่า จะไม่มีเหตุป่วนเมืองเกิดขึ้นอีกในครั้งหน้า!





