“พรเพชร”ระบุสนช.ตั้งแท่นสอย“บุญทรง-ภูมิ-มนัส”ปมขายข้าวจีทูจี 2 เม.ย.นี้ ย้ำหากถูกถอดถอนตัดสิทธิการเมือง 5 ปี
ขณะอัยการยันยื่นฟ้อง“ บุญทรง-พวก 20 คน”ปมขายข้าวจีทูจีต่อศาลฎีกานักการเมืองวันนี้ ไม่สนเจ้าตัวมาหรือไม่ ด้านสปช.รอเปิดเวทีรธน.ร่างแรก 20-26 เม.ย. จ้องถล่ม3ปม “นายกฯคนนอก-ส.ว.ลากตั้ง-เลือกตั้งแบบเยอรมัน”
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงเมื่อวานนี้(16 มี.ค.) ว่า ตนได้มีคำสั่งบรรจุคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ประธานสนช. กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาหลายข้อ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ที่ยื่นเข้ามาต่อสนช. เป็นการพิจารณาเพื่อดำเนินการถอดถอนบุคคลนั้นออกจากตำแหน่ง
นายพรเพชร กล่าวว่า ตนอยากจะบอกซ้ำอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมามักจะมีคำถามที่ว่า เมื่อ 3 คนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แล้วทำไมจะมาถอดถอนกันอีกนั้น ตนคิดว่าครั้งนี้คงไม่มีใครถามกันอีก เพราะกระบวนการถอดถอนไม่ได้มีเฉพาะถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่ง แต่จะตามมาด้วยว่า เมื่อถอดถอนพ้นจากตำแหน่งแล้วจะดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้อีก 5 ปีตามกฎหมายปัจจุบัน ส่วนกฎหมายในอนาคตไม่ทราบ การที่ต้องบอกเพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีคนเอาไปพูดอีก ว่า “พ้นจากตำแหน่งแล้ว พ้นแล้วพ้นอีก ไม่มีตำแหน่งให้ถอดถอนแล้ว"
ประธานสนช. กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทราบพร้อมกับให้ส่งสำนวน และให้มาตรวจสอบสำนวน รวมทั้งแจกสำเนารายงาน และสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แก่สมาชิก สนช. และผู้ถูกกล่าวหาไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันประชุมนัดแรกในวันที่ 2 เม.ย.นี้แล้ว อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจะไม่เหมือนกับกรณีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นคนละข้อหากัน กรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันการทุจริตทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ
อัยการยื่นฟ้อง“บุญทรง”จีทูจีข้าววันนี้
นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการยื่นฟ้อง นายบุญทรง กับพวก รวม 21ราย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีระบายข้าวแบบจีทูจี ไม่ชอบ ภายหลังที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด มีคำสั่งฟ้องตามสำนวนการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ว่า ในวันนี้ (17 มี.ค.) เวลา 10.00 น. ผู้แทนอัยการสูงสุด จะได้ยื่นฟ้อง นายบุญทรง กับพวก ต่อศาลฎีกาฯ แม้ว่านายบุญทรง กับพวก จะไม่เดินทางมาตามที่นัด แต่ตามกฎหมายอัยการ สามารถส่งสำนวนฟ้องศาลได้โดยที่ไม่ต้องนำตัวมาแสดงต่อศาลในวันฟ้อง เหมือนกรณีที่อัยการ ได้ยื่นสำนวนฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา
นายวันชัย กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุด ยังไม่ได้รับการประสานจาก ป.ป.ช. และยังไม่ได้รับแจ้งจากกลุ่มผู้ถูกล่าวหาแต่อย่างใดว่า นายบุญทรง กับพวก จะเดินทางมาในวันฟ้องที่ 17 มี.ค.หรือไม่ ซึ่งก็เหมือนกับคดีที่เคยปฏิบัติ แม้ผู้ถูกกกล่าวหาไม่มาแต่อัยการก็ฟ้องไปตามขั้นตอน อย่างไรก็ดีในส่วนของอัยการ หลังจากที่ยื่นฟ้องแล้ว นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งเป็นคณะทำงานที่รับผิดชอบดูแลคดีจำนำข้าว จะเป็นผู้แถลงข่าว เกี่ยวกับรายละเอียดการยื่นฟ้องคดีให้ทราบต่อไป
สปช.จ้องถล่ม3ปมร่างรธน.20-26เม.ย.
นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญร่างแรกที่ออกมาจำนวน 315 มาตรานั้น มีหลายประเด็นที่คณะกรรมาธิการฯ ไม่เห็นด้วย ทั้งเรื่องการให้มีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การให้ ส.ว.มาจากการสรรหา หรือเลือกตั้งโดยอ้อมทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ มองว่า ส.ว.สรรหา มีอำนาจมโหฬารเกินไป สามารถปลดคนอื่นได้ ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ทักท้วงประเด็นดังกล่าว ไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว
นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยเรื่องการเลือกตั้งในระบบเยอรมัน โดยเห็นว่าระบบเลือกตั้งแบบเดิมดีอยู่แล้ว ประเด็นเหล่านี้สอดคล้องกับความเห็นที่ได้จากการสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง และนักวิชาการเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้น ในระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย. ที่จะมีการประชุม สปช. เพื่อให้ความเห็นต่อรัฐธรรมนูญร่างแรกนั้น ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองจะใช้เวทีดังกล่าว เป็นช่องทางอภิปรายแสดงความเห็นทักท้วงในประเด็นดังกล่าวแน่นอน
กมธ.ยกร่างฯแจงปม“โอเพ่นลิสต์”
จากกรณีที่มีพรรคการเมืองให้ความเห็นท้วงติงต่อระบบการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ด้วยการเปิดให้ประชาชนมีสิทธิ์ลงคะแนนเพื่อจัดลำดับผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามคะแนนนิยม หรือโอเพ่นลิสต์ และร้องขอให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญทบทวนบทบัญญัติดังกล่าว ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ เป็นกลไกที่ทำลายพรรคการเมือง และไม่ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ เพราะผู้แทนที่ประชาชนเลือกอาจไม่มีฐานเสียงในพื้นที่นั้น
นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นว่า ตามเจตนารมณ์ของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มีระบบโอเพ่นลิสต์ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนต่อการเลือกผู้แทนที่ตนเองรู้จัก และลดอำนาจกรรมการบริหารพรรคการเมืองต่อการเลือกบุคคลเพื่อส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่อดีตพบปัญหาคือ มีการเลือกผู้สนับสนุนทุนให้พรรคการเมือง เลือกผู้ใกล้ชิดกับหัวหน้าพรรค อยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ ซึ่งบางครั้งประชาชนไม่รู้จักและไม่เคยเห็นผลงาน ดังนั้น ประเด็นที่กำหนดให้มีระบบเลือกแบบโอเพ่นลิสต์นั้น เพื่อขจัดปัญหานายทุนพรรคการเมืองที่ครอบงำพรรคการเมือง และให้สิทธิประชาชนเลือกผู้แทนที่ตนเองรู้จักและเห็นผลงาน
ส่วนกรณีที่ระบุว่า หากให้ประชาชนจัดลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อเอง อาจเกิดปัญหาเรื่องฐานประชาชนในพื้นที่นั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า มองว่าเป็นการยกเหตุผลที่ขัดแย้งกันในความหมาย เพราะกรณีที่ประชาชนเลือกบุคคลที่ส่งลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จะหมายถึงบุคคลผู้นั้นเป็นที่รู้จักของประชาชน
คาดแก้ปัญหาตี-แทงข้างหลังในพรรค
พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ในการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตนเคยเสนอให้กำหนดคำนิยาม หรือเจตนารมณ์ที่สื่อให้เห็นถึงความหมายของ ส.ส. ที่มีหน้าที่ยกร่างกฎหมาย คือเป็นผู้แทนปวงชนทั้งประเทศ ไม่ใช่หมายถึงผู้แทนปวงชนเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง เพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ ส.ส.ว่า ต้องทำหน้าที่เพื่อคนไทยทุกคน
ส่วนประเด็นที่พรรคการเมืองกังวลว่า เมื่อประชาชนจัดอันดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยตนเองแล้ว จะทำให้กระทบต่องานในพื้นที่นั้น ต้องเข้าใจว่า การดูแลพื้นที่หรือประชาชนนั้นจะอยู่ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหากในอนาคตเกิดจังหวัดจัดการตนเอง แล้วหน่วยงานท้องถิ่นนั้นจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลประชาชน ไม่ใช่ ส.ส.อย่างที่นักการเมืองเข้าใจในหลักนิยม
“หากประชาชนเลือกจัดอันดับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากลำดับท้ายให้เป็นลำดับต้นๆ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนรู้จัก ส.ส.ผู้นั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการจัดลำดับของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผมขอตั้งคำถามต่อพรรคการเมืองว่า พรรคการเมืองเคยพูดประโยคเว้นประโยคว่าประโยชน์คือประชาชน ดังนั้นการคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกผู้แทนที่ตนเองรู้จักและเห็นผลงานจะมีปัญหาอะไร”
“วิษณุ”วอนอย่าตื่น-ชี้ปรับแก้รธน.ได้
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ว่า สังคมไทยยังเหมือนกันทุกยุคสมัยที่ติดใจในประเด็นเดิมๆ คือ เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี และที่มาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ว่าจะเป็นใคร หรือที่เรียกกันว่า การเมืองภาคการเมือง ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีหลายประเด็นที่ควรจะอ่านและตั้งข้อสังเกต เช่น สิทธิเสรีภาพ แต่กลับไม่ค่อยมีการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นเหล่านี้ และยังมีหลายประเด็นที่ยังไม่มีการพูดถึง ฉะนั้นคนที่จะเข้ามารับภาระของประเทศในอนาคตก็ต้องทำความเข้าใจด้วย เพราะไม่ใช่ว่าคนร่างจะเป็นคนใช้เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งหากเห็นด้วยก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากในภายหลังมาบอกว่าไม่เคยรู้เรื่องก็อาจจะเกิดปัญหาได้ ดังนั้น หากมีข้อเสนอแนะก็ให้เสนอต่อกรรมาธิการยกร่างฯ
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอการเลือกตั้งแบบเลือกตัวบุคคล หรือโอเพ่นลิตส์นั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงนั้น ก็ถือเป็นจุดอ่อนข้อหนึ่ง แต่ก็ยังมีจุดแข็งอย่างอื่น กรรมาธิการยกร่างฯ ก็ต้องไปชั่งน้ำหนักและเลือกเอา ทั้งนี้ การสร้างความเข้าใจในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในที่ประชุมแม่น้ำ 5 สาย ได้เน้นย้ำให้กรรมาธิการไปสร้างความเข้าใจ โดยเฉพาะคำใหม่ที่ไม่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ก็ต้องรู้ความหมาย เพื่อให้รู้ถึงเจตนาที่แท้จริง




