วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับแก๊งปาบึ้มศาลอาญาแล้ว10คน เป็นกลุ่มเดียวกับพารากอน

ผบ.ตร.ระบุจับแก๊งปาระเบิดหน้าศาลอาญา รัชดาแล้ว 10 คน ยันเป็นขบวนเดียวกับระเบิดหน้าพารากอน

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 13 มี.ค. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมนกูล ผบช.น.พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รองผบช.น.พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ รองผบช.น. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.ก่อเกียรติ วงศ์สุเมธ ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 รับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาจากเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายมหาหิน ขุนทอง อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ที่ 24/58 ซึ่งทำหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ น.ส.ณัฎฐพัชร์ อ่อนมิ่ง อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ที่ 22/58 ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมประชุมและรู้เห็นการปาระเบิด นายยุทธนา เย็นภิญโญ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ที่ 25/58 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์และปาระเบิด น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง อายุ 20 ปี (ภรรยาของนายยุทธนา)ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ที่ 23/58 ซึ่งเป็นผู้รู้เห็นการปาระเบิด ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาชุดแรกที่มีการออกหมายจับและถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกครบ 7 วัน ทหารจึงนำตัวมาส่งมอบให้กับคณะพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน ได้นำรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า นูโว สีดำ ทะเบียน กงต 967 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ของกลางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย

ต่อมาเวลา 11.20 น. ภายหลังการรับส่งมอบตัวพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ รวมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหารับทราบ จากนั้นพล.ต.อ.สมยศ พร้อมคณะ และพ.อ วิจารณ์ จดแตง ผอ.กฎหมายผู้อำนวยการกอ.รมน. ร่วมกันให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยพล.ต.อ.สมยศ เปิดเผยข้อมูลหลังการสอบสวนผู้ต้องหาว่า ทหารได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาตามกฎอัยการศึกครบ 7 วัน และได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามขั้นตอนของกฎหมาย ประกอบด้วยนายมหาหิน ขุนทอง นายยุทธนา เย็นภิญโญ น.ส.ณัฏฐ์พัชร์ อ่อนมิ่ง (นัท) น.ส.ธัชพรรณ ปกครอง นำตัวเข้าสู่กระบวนการ และได้นำผู้ต้องหามาแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือ

จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาจำนวน 3 คนให้การรับสารภาพ แต่นางสาวธัชพรรณ ปกครอง หนึ่งในผู้ต้องหาให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่จากการสอบสวนและการข่าวของเจ้าหน้าที่พบว่านางสาวธัชพรรณเป็นภรรยาของนายยุทธนา และรู้เห็นการประชุมวางแผนลงมือก่อเหตุดังกล่าว

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า จากการสอบสวนสามารถสรุปได้ว่าผู้ต้องหาเป็นกลุ่มเดียวกับที่ลงมือก่อเหตุวางระเบิดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง มีแนวคิด ทัศนคติลักษณะเดียวกัน ส่วนสาเหตุที่เลือกปาระเบิดที่ศาลอาญา เนื่องจากเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ หรือเป็นสถานที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้ง และไม่ใช่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นวันที่ 15 มี.ค. ที่เจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่ตั้งแต่มีเหตุการณ์ระเบิดในตะวันออกกลางเกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้เฝ้าระวังมาโดยตลอดเป็นเวลานานแล้ว แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่คู่กรณี แต่ทางเจ้าหน้าที่จะต้องดูแลความสงบเรียบร้อย หากมีผู้ก่อการร้ายหลบหนีเข้ามาประเทศ เพราะความไม่ประมาทของเจ้าหน้าที่โดยยึดตามแนวทางของคสช. และรัฐบาล เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศ และดูแลประชาชาชนให้เกิดความผาสุขปลอดภัย

"ระหว่างที่มีการสอบสวน เราได้พูดคุยกับผู้ต้องหา รวมทั้งเอาน้ำให้ดื่ม ทำแผลให้ และพูดกับผู้ต้องหาว่า เราเป็นคนไทยด้วยกัน มีความคิดเห็นขัดแย้งกันได้ แต่ฆ่าคนไทยด้วยกันเองไม่ได้ ผมต้องรักษากฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร ไม่อยากเป็นคู่ขัดแย้งของใครหรือกลุ่มไหน ต้องทำไปตามหน้าที่ และผู้ต้องหาให้การสารภาพบอกนางสุภาพร มิตรอารักษ์ หรือเดียร์ เป็นผู้จ้างวาน เพื่อต้องการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ และยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะต้องดูที่พยานหลักฐานว่ามีเพียงพอหรือไม่ โดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนผู้ต้องหาอีก 6 คน ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหารตามกฎอัยการศึก ซึ่งจะมีการส่งมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันอาทิตย์ที่ 15 มี.ค. เวลา 11.30 น. หลังจากที่ทหารมีการควบคุมตัวครบ 7 วัน เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ต้องหาจำนวน 3 คนที่จะมีการส่งมอบเพิ่มเติม

สำหรับคดีนี้มีผู้ต้องหาตามหมายจับทั้งหมด 9 คน ควบคุมตัวได้แล้ว 8 คน ขาดนายชาญวิทย์ จริยานุกูล ผู้ที่ร่วมประชุมวางแผน ส่วนนางเดียร์ หรือ นางสุภาพร มิตรอารักษ์ อายุ 49 ผู้ว่าจ้างปาระเบิด อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหาร ทั้งนี้มีรายงานจากการสืบสวนทราบว่าในคดีนี้มีนายบาสและนายวิทย์ ไม่ทราบนามสกุล ร่วมประชุมวางแผน ในการก่อเหตุครั้งนี้ด้วย แต่ยังไม่มีการออกหมายจับหรือรายงานว่าควบคุมตัวได้แล้วแต่อย่างใด