วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างฯให้นักการเมืองผิดจริยธรรมถูกถอดถอน

กมธ.ยกร่างรธน. เขียนชัดให้"นักการเมือง"ที่ฝ่าฝืน-ผิดมาตรฐานจริยธรรมต้องถูกถอดถอน

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระทบทวนบทบัญญัติเป็นรายมาตราและพิจารณาบันทึกเจตนารมณ์ มีประเด็นพิจารณาสำคัญ ในมาตรา 67 ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการออกเสียงประชามติ ที่ได้มีการแก้ไขถ้อยคำจากเดิมที่กำหนดให้การออกเสียงประชามติของประชาชนได้ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการ ไปเป็นในกรณีที่มีพระบรมราชโองการให้มีการออกเสียงประชามติ เนื่องจากการกำหนดให้มีออกเสียงประชามติได้นั้นต้องเป็นไปตามพระบรมราชโองการ ไม่ใช่ตามมติของ ครม. นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีการพิจารณา และเตรียมแก้ไขถ้อยคำในประเด็นเกณฑ์ของเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจในปัญหาที่ดำเนินการให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ

โดยในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ ได้เขียนว่า "โดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ" ทำให้มีผู้ท้วงติงว่า หากมีจำนวนประชาชนที่มีสิทธิออกเสียง จำนวน 40 ล้านคน ดังนั้นเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ จะเท่ากับ 20 ล้านคน กับอีก 1 เสียง ถึงจะนับเป็นเสียงข้างมาก ดังนั้นที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าควรแก้ไขให้ถ้อยคำเป็น “โดยเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ” และกำหนดหลักเกณฑ์ว่าผู้มาออกเสียงประชามติต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ด้วย ทั้งนี้รายละเอียดดังกล่าวจะนำมาพิจารณาอีกครั้งในช่วงการพิจารณาแก้ไขบทบัญญัติที่ผ่านการรับฟังความเห็นจากที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้ว 

ขณะที่บทบัญญัติมาตรา 74 ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ และกำหนดให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติไต่สวนบุคคลที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม พบว่ามีการเพิ่มเติมบทบัญญัติจำนวน 2 วรรค คือ วรรคห้า ระบุว่า "ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนตามวรรคสี่ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ซึ่งจะจัดขึ้นในคราวต่อไป โดยในกรณีที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีให้ออกเสียงลงคะแนนในทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่กณีที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาให้ออกเสียงลงคะแนนในภาคที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้ง หรือผู้นั้นมีภูมิลำเนาแล้วแต่กรณี แล้วให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่มีคะแนนเสียงข้างมากให้ถอดถอนผู้ใด ให้ถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งและให้ตัดสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่นของผู้นั้นเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันลงคะแนนเสียง และ(2) ในกรณีที่มีการออกเสียงลงคะแนน เมื่อผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งแล้ว ถ้ามีคะแนนเสียงข้างมากให้ถอดถอนผู้ใด ให้ตัดสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่นของผู้นั้นเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันลงคะแนน"

ขณะที่วรรคหก ระบุว่า "การลงคะแนนเสียงตามมาตรานี้ ให้เป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนหรือตัดสิทธิผู้นั้นทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่น โดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"

โดยเหตุผลสำคัญเพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีส่วนร่วมในการตรวจสอบนักการเมืองฐานะผู้แทนปวงชนด้วย ทั้งนี้เป็นนำบทบัญญัติในหมวดของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ระบุถึงการถอดถอนจากตำแหน่งและการตัดสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งอื่นมาพิจารณาปรับ โดยตัดประเด็นของกรณีที่รัฐสภามีมติไม่ถึงกึ่งหนึ่ให้ถอดถอนนายกฯ รัฐมนตรี ส.ส. หรือวุฒิสภา ออก และเหลือเพียงให้ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติส่งรายงานการไต่สวนให้ กกต. เพื่อดำเนินการให้ประชาชนลงคะแนนถอดถอน นอกจากนั้นได้ปรับถ้อยคำในประเด็นที่ให้สิทธิพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า20,000 คน เข้าชื่อร้องต่อประธานรัฐสภา ให้รัฐสภามีมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่ประชาชนต้องยื่นร้องขอต่อประธานวุฒิสภา

ส่วนมาตรา 76 ว่าด้วยพรรคการเมืองและการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ที่ยังมีประเด็นที่รอการพิจารณา คือ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้าม ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 มีผู้ที่เสนอให้ที่ประชุมใช้วิธีการลงคะแนนตัดสินแบบลับเพื่อให้ได้ข้อยุติในประเด็นดังกล่าว และขอให้นัดวันลงมติดังกล่าวเพื่อให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง แต่ยังมีผู้ที่เห็นคัดค้านและมองว่าหากจะมีการลงคะแนนตัดสินควรทำอย่างเปิดเผย รวมถึงการพิจารณาต้องทำอย่างเปิดเผยเช่นกัน ขณะที่มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งเสนอว่าไม่ควรใช้การลงมติเพื่อตัดสิน แต่ควรหาข้อยุติด้วยการอภิปรายด้วยเหตุและผลจะเกิดประโยชน์มากกว่า โดยข้อสรุปของที่ประชุมได้นัดวันเพื่อพิจารณาลงมติ คือ วันที่ 31 มี.ค. เวลา 13.30 น.  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระทบทวนและบันทึกเจตนารมณ์ วันที่สองนี้ ได้พิจารณาแล้วเสร็จไปทั้งสิ้น 25 มาตรา เมื่อรวมการพิจารณากับวันแรกแล้วมียอดรวม 77 มาตรา