"ประยงค์ ปรียาจิตต์" เลขาฯป.ป.ท. และ "ผศ.ประมา" จากมศว. ลุยโครงการข้าราชการไทยไร้ทุจริต
การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตร คู่มือ และแนวทางการสร้างเครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต ภายใต้โครงการ “ข้าราชการไทยไร้ทุจริต” ที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ในหลายหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และ ผู้ช่วยศาสราจารย์ประมา ศาสตระรุจิ เป็นประธานโครงการฯ ได้มุ่งหวังเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล และแผนงานเชิงรุกในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในแนวทางการปลุกจิตสำนึกสร้างความตระหนักรู้ การตรวจสอบและเฝ้าระวังเชิงรุก และเป็นการมุ่งดำเนินงานให้บรรลุพันธกิจของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
และในการสร้างค่านิยมต่อต้านการทุจริตและปฏิบัติการเชิงรุกด้านการป้องกัน สร้างและส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้าง “เครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต” โดยมุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ อันจะส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อภาครัฐ และประเทศชาติ
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ระบุว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมีระดับความรุนแรงอยู่ในภาวะวิกฤติ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน สังคม คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และวัฒนธรรม ค่านิยมในคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตลดต่ำลง โดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบราชการอันเป็นโครงสร้างสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน การทุจริตมีลักษณะเป็นวัฏจักรและเครือข่ายที่เกิดขึ้นในทุกระดับและเป็นระบบ มีรูปแบบการทุจริตที่หลากหลาย มากมาย
อาทิ การทุจริตเชิงนโยบาย การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง การทุจริตในการ ให้สัมปทาน และอื่น ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความมั่นคงของชาติปัจจุบัน ซึ่งจากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก (Corruption Perceptions Index) โดยดัชนีคอร์รัปชันของประเทศไทยดีขึ้นจากอันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศ ในปี 2556 มาอยู่อันดับที่85 จาก175 ประเทศ ในปี2557 การที่ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น เป็นเพราะหลายภาคส่วนได้พยายามร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะรัฐบาลที่ประกาศต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง และกำหนดเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปประเทศ และภาคธุรกิจ มีการตี่นตัวที่จะออกมาร่วมต่อต้านการทุจริต เพราะคนไทยจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจต่อการทุจริตคอร์รัปชัน และแสดงจุดยืนชัดเจนไม่ยอมรับการทุจริต รวมถึงไม่ยอมรับการโกงทุกรูปแบบ
รัฐบาลมีเจตจำนงอย่างแรงกล้าในการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยมีเป้าหมายและแสดงเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างแท้จริง โดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติและมีนโยบายให้สอดแทรกประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต ไว้ในทุกแนวนโยบายการดำเนินงานของรัฐบาล
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการของ คสช. รัฐบาลจึงกำหนดกลไกการบริหารจัดการโดยแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ มีปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเป็นคณะกรรมการ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการในการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตในภาพรวมของประเทศ และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 226/2557 เรื่อง จัดตั้งศูนย์อำนวยการการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งมีองค์ประกอบมาจากการบูรณาการภาคีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรภาคเอกชน และผู้แทนภาคประชาสังคม เพื่อเข้าร่วมกันแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ ศอตช. ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนมาตรการ แนวทาง กลไกต่าง ๆ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
โดยให้สอดประสานเชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 ซึ่งได้มีการจัดตั้งขึ้นประจำทุกส่วนราชการแล้ว ทั้งนี้ ภายใต้คำสั่งและโครงสร้างการบริหารจัดการดังกล่าว รัฐบาลได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เป็นกรรมการและเลขานุการ เป็นหน่วยงานกำกับ ติดตาม เร่งรัด และประเมินผลการดำเนินงานในภาพรวม พร้อมวิเคราะห์จัดทำสถานการณ์ เพื่อสรุปรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทราบและพิจารณาสั่งการต่อไป
และวิสัยทัศน์กระทรวงยุติธรรม คือ เป็นองค์กรหลักของกระบวนการยุติธรรมในการอำนวยความยุติธรรม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ป้องกันและควบคุมอาชญากรรม บำบัดแก้ไขฟื้นฟูและสงเคราะห์ผู้กระทำผิด สนับสนุนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบงานยุติธรรมและกฎหมายอย่างมีเอกภาพ ทันต่อสภาวการณ์และเป็นมาตรฐานสากล ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยยึดหลักความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ในสังคมและการมีส่วนร่วม จึงเป็นที่มาของนโยบายสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงยุติธรรม5 ด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ด้านที่ 1 ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ด้านที่ 2 ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ด้านที่ 3 ด้านการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ด้านที่ 4 ด้านพัฒนาพฤตินิสัยและการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และด้านที่ 5 ด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ
ซึ่งนโยบายทุกด้านนั้น มุ่งเน้นให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้การดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบ ได้ ด้วยนโยบายด้านที่ ๒ คือ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มุ่งเน้นให้ร่วมกันขับเคลื่อนกลไกด้านการป้องกันและด้านการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง
"สำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งมีบทบาทภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เล็งเห็นว่า การดำเนินการโดยลำพังไม่สามารถลดปัญหาการทุจริตได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องสร้างระบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการทุจริต โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม จึงให้ความสำคัญกับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเองและส่วนราชการในรูปแบบต่างๆ เช่น ร่วมกันอาสา เข้ามาทำงานในลักษณะของเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง ร่วมกันปลุกจิตสำนึกให้เกิด ความตระหนัก ร่วมสร้างกลไกการป้องกันการทุจริตในตนเองและองค์กร ร่วมตรวจสอบ ควบคุมและถ่วงดุลการใช้อำนาจ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความโปร่งใสและภาพลักษณ์ใหม่ อันจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น" นายประยงค์ กล่าว





