“พีระศักดิ์” นำสนช.ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส รับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.). พร้อมด้วยสมาชิกสนช. กว่า20คน อาทิ นายกล้าณรงค์ จันทิก พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ พลอ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร พล.อ. กสกนธ์ สัจจานิตย์ นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล เป็นต้น จัดโครงการสนช.พบประชาชนครั้งที่2 ที่จ.นราธิวาส เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคในด้านต่างของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการแก้ไชปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ลงพื้นที่ที่จะได้รับการพัฒนาเป็นเศรษฐกิจพิเศษ ตลาดกลางการเกษตรเพื่อการส่งออก อ.ยี่งอ การค้าชายบริเวณด่านศุลกากรตากใบ และสุไหงไก-ลก โครงการก่อสร้างสะพานที่แม่น้ำตากดใบ และท่าเรือเฟอรี่ จากนั้นได้เข้ารับฟังสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ หน่วยงานความมั่นคง โดยการลงพื้นที่ของคณะสนช.ครั้งนี้มีการรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด
นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ชณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเทียบเป็นแม่น้ำทั้ง 5 สาย เพื่อรวมกันเป็นแม่น้ำสายเดียวในการปฏิรูปประเทศ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงโรดแมปที่ 2 ของคสช. ในฐานะที่สนช.เป็นแม่น้ำสายหนึ่งจึงมีภารกิจที่ต้องรับฟังความคิดเห็นและปัญหาของประชาชน ซึ่งการทำงานของ สนช.ไม่ใช่เพียงงานนิติบัญญัติฝ่ายเดียวแต่เราต้องร่วมกันเพื่อช่วยในการปฏิรูปประเทศดังนั้นสนช.จึงต้องลงพื้นที่เพื่อพบประชาชนแลกเปลี่ยนความเห็นรับฟังปัญหา จากคนในทุกพื้นที่ทุกระดับเพื่อนำปัญหาไปสู่การแก้ไข ขณะเดียวกันสนช.ก็มีตัวแทนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนช่วยในการแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ เมื่อได้ข้อมูลจากประชาชนในแต่ละภูมิภาคจะนำข้อมูลไปพิจารณากฎหมาย ในภาวะ 1ปี จะมีการเสนอกฎหมายจาก คณะรัฐมนตรีสูงมาก ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติการออกกฏหมายอาจจะล่าช้า หรือไม่สามารถออกได้ แตช่วงนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ การออกกฏหมายจะมีความง่ายขึ้นและรวดเร็ว ดังนั้นจึงเป็นโอกาสคนในพื้นที่ต้องการจะเสนอกฏหมายใดที่จะช่วยแก้ปัญหาก็สามารถเสนอต่อสนช.ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่นั้น ทางหน่วยงานความมั่นคงได้รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2547-2557 สถิติเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นจำนวน 9,050 เหตุการณ์ เสียชีวิต 3,915 คน ซึ่งแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือน คือ เดือน ต.ค.-ธ.ค. ปี 57 ที่เหตุการณ์ระเบิดลดลงอย่างมาก ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ เน้นการจัดกิจกรรมในพื้นทื่ การบูรณาการต่างๆ การลดระดับการใช้กฏหมายพิเศษ การไกล่เกลี่ยคดีความมั่นคง การประสานงานให้ประชาชนในพื้นที่ที่แจ้งเบาะแส การจับกุมคนร้ายและแกนนำ ฯลฯ ซึ่งทำให้ระดับความรุนแรงลดลง และสถิติเหตุการณ์ลดลง





