(รายงาน) ส่องร่างรธน.ปม"ปฏิรูปสื่อ" ห้ามพลเมืองครอบงำ-โฆษณาชวนเชื่อ
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนถูกตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และทำหน้าที่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมในการตรวจสอบในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้ง ซึ่งสื่อถูกดึงเข้าไปสู่วงจรเหล่านั้น และที่แย่ไปกว่านั้น สื่อมวลชนบางสื่อถูกมองว่า เป็นสื่อเลือกข้าง เป็นเครื่องมือของนักการเมือง หรือมีส่วนสำคัญและเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง
ด้วยเหตุนี้ "การปฏิรูปสื่อ" จึงถูกจัดอยู่ 1 ใน 18 ด้านของการปฏิรูปครั้งนี้ ตาม "จุลศาลรัฐธรรมนูญ" ฉบับที่ 5 ได้ระบุถึงร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับหลักสำคัญในการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ไว้ว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนในการประกอบวิชาชีพตามจริยธรรม เพื่อประโยชน์ สาธารณะในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่ทั้งนี้ในการประกอบอาชีพเพื่อเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนนั้นจะต้อง เป็นไปอย่าง“ถูกต้องครบถ้วนและรอบด้านรวมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคม”
ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติเพื่อป้องกัน การเสนอข่าวหรือความคิดเห็นที่ถือว่าเป็น Hate speech หรือคําที่มีผู้ให้ความหมาย อย่างไม่เป็นทางการว่า “ประทุษวาจา” ไว้ในบทบัญญัติว่าด้วยความเป็นพลเมือง 3 และหน้าที่ของพลเมืองความว่า “พลเมืองต้องไม่กระทําการที่ทําให้เกิด ความเกลียดชังกันระหว่างคนในชาติหรือศาสนาหรือไม่ยั่วยุให้เกิดการเลือก ปฏิบัติเป็นปฏิปักษ์หรือใช้ความรุนแรงระหว่างกัน”
นอกจากนี้ในตอนที่ว่าด้วย สิทธิมนุษยชนได้มีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นของบุคคลโดยการพูด การเขียน การพิมพ์การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นไว้ โดยมีข้อยกเว้นว่าอาจตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อจํากัดเสรีภาพนั้น ในกรณีที่มีเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเกลียดชังกัน ระหว่างคนในชาติหรือศาสนา หรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
สําหรับหลักประกันสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้น ส่วนใหญ่เป็นไปเช่นเดียวกันกับที่มีบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คือ
1.การสั่งปิดกิจการสื่อมวลชนเพื่อลิดรอน เสรีภาพจะกระทํามิได้ 2.การห้ามสื่อมวลชนเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมด หรือบางส่วนหรือแทรกแซงด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพจะกระทํามิได้ เว้นแต่การรักษาความมั่นคงของรัฐ,คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น,รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของ ประชาชน
3.การให้นําข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในสื่อมวลชน หรือที่เรียกว่าเซ็นเซอร์ (censor) จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทํา ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม 4.เจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นพลเมือง (ไม่ใช่ต่างด้าว) 5.พลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการ สื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมหลายกิจการ ในลักษณะที่อาจมีผลเป็นการครอบงํา ผูกขาด การนําเสนอข้อมูลข่าวสาร
6.ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จะเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนมิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่น 7.รัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเพื่ออุดหนุน กิจการสื่อมวลชนของเอกชนมิได้ เพื่อมิให้รัฐบาลใช้อิทธิพลหรืออํานาจเงิน เข้าไปครอบงํา ก้าวก่ายสื่อมวลชน
8.การซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐจะกระทําได้ ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กําหนดขึ้นเพื่อการนั้น ประเด็นนี้เป็นการบัญญัติขึ้นใหม่ เพื่อมิให้สื่อมวลชนของเอกชนตกเป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลและเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้บังคับแล้ว จะต้องตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อควบคุมการโฆษณาของรัฐบาล เพื่อให้การโฆษณา เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยแท้
9.พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชน ย่อมมี เสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาลหรือเจ้าของกิจการนั้น 10. ข้าราชการพนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ สื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชน
11.การกระทําใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการอันเป็นการขัดขวางหรือ แทรกแซง การเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคล ที่เป็นลูกจ้างเอกชนหรือข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ สื่อมวลชน ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อํานาจโดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่จะเป็นการกระทําเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
12.ให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งประกอบด้วย บุคคลในวิชาชีพ เพื่อทําหน้าที่ คุ้มครองสวัสดิการของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน
ส่วนบทบัญญัติว่าด้วย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนคือ
1.ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม
2.การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการโดยกสทช. ต้องให้ความสําคัญกับการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และการให้บริการที่ทั่วถึงได้มาตรฐาน มีคุณภาพและในราคาที่ประชาชนโดยทั่วไป เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กร
3.เจ้าของกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ต้องเป็นพลเมือง และต้องไม่ดําเนินการในลักษณะที่อาจมีผลเป็นการครอบงํา ผูกขาด การนําเสนอข้อมูลข่าวสารหรือความคิดเห็น ต่อสังคม
ขณะเดียวกันในภาค 4 ของร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้าง ความปรองดองนั้น จะกําหนดให้รัฐจัดให้มีกฎหมายเพื่อการปฏิรูปด้านการสื่อสารอย่างน้อยในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ กฎหมายจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน, กฎหมายเพื่อสร้างกลไกเพื่อป้องกันการผูกขาด ครอบงํา และ แทรกแซงอื่นที่จะเป็นการครอบงําหรือกระทบสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร, กฎหมายควบคุมการโฆษณาภาครัฐ, กฎหมายเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎหมายข้อมูลข่าวสารของทางการ





