วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯปฏิเสธข่าวปรับครม.เศรษฐกิจ

“ประยุทธ์”ปฏิเสธปรับครม.เศรษฐกิจ ชี้ปัญหามาจากเศรษฐกิจโลก ขณะกกร.หั่นเป้าส่งออกปีหน้าเหลือ 2-2.5% เรียกร้องลดดอกเบี้ย 0.50%

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่คิดปรับคณะรัฐมนตรี เพราะทุกคนเพิ่งทำงานมาได้เพียง 8 เดือนเท่านั้น ขณะที่ปัญหาที่มีอยู่สะสมมานานโดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

“อย่ามาถามแบบนี้ ถ้าจำเป็นค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ปรับ ยังไม่ได้สั่ง ในที่ประชุมครม.ผมยังให้กำลังใจทุกคน เพราะทุกคนร่วมเป็นร่วมตายมากับผม”เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวการปรับครม.เศรษฐกิจ เนื่องจากมาตรการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลายหน่วยงานยังไม่คืบหน้า โดยมีข่าวการปรับครม.ในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลเพิ่งทำงานมาได้เพียง 8 เดือนแต่ปัญหาสะสมมานานหลายปี รัฐมนตรีทุกคนมีความตั้งใจและทำงานเหนื่อยดังนั้นขอให้ทุกคนช่วยกัน และอย่าเพิ่งมองว่าทำงานไม่ดี

“ถ้าไปดูโพลจะเห็นว่า ฝ่ายความมั่นคงได้คะแนนดี เพราะเหตุการณ์ร้ายลดลง แต่ถ้าเป็นเศรษฐกิจได้คะแนนแย่ เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งออกแย่ ซึ่งเราก็พยายามทำงานอยู่ ปรับการทำงานอยู่ ต้องให้กำลังใจกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

กระทรวงพาณิชย์ รายงานการส่งออกของไทยในเดือนม.ค.หดตัว 3.46% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ3 เดือน ขณะที่การคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เมื่อเดือนธ.ค.2557 ประเมินการส่งออกในปีนี้ จะขยายตัวเพียง 1.0%

ปรับเป้าส่งออกปีนี้เหลือ2-2.5%

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน(กกร.) ว่า กกร. มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การส่งออกของประเทศขยายตัวต่ำกว่าที่คาด เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และเงินบาทแข็งค่าสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ดังนั้น กกร. จึงเห็นว่าควรจะปรับเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5%ลดลงเหลือ 2-2.5%โดยจากนี้ไปจะมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการส่งออกและอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นรายไตรมาสแทนที่จะเป็นรายเดือน

เรียกร้องลดดอกเบี้ย0.50%

“กกร. ยังคงเห็นว่าแนวทางที่จะช่วยภาคการส่งออกได้ดีที่สุดก็คือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% เพื่อดูแลไม่ให้เงินไหลเข้ามากจนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลอย่างรุนแรงต่อศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทย” นายสุพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะมีการประชุมพิจารณานโยบายการเงินในวันที่ 11 มี.ค.นี้

ท่องเที่ยว-ลงทุนฟื้นคงเป้าจีดีพี

นายสุพันธ์ กล่าวว่ากกร.ยังคงเป้าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ จีดีพี ยังคงเป้าหมายเดิมที่ 3.5%ซึ่งแม้ว่ายอดการส่งออกจะลดลง แต่ กกร. ยังคงมั่นใจว่าการท่องเที่ยวจะยังคงขยายตัวสูงกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังมียอดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมามีสูงมาก ซึ่งจะค่อยๆเข้ามาลงทุนตั้งธุรกิจได้ภายในปีนี้ 

ส่วนการลงทุนภาครัฐก็จะเริ่มเข้ามาได้ภายในไตรมาส 2 และ 3 นี้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเข้ามาช่วยพยุงตัวเลข จีดีพี ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ด้านการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศนั้น รัฐบาลควรนำเงินออกมาช่วยเหลือภาคเกษตรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในโครงการประกัน หรือ โครงการจำนำข้าว และสินค้าเกษตร เพราะขณะนี้ราคาข้าวตกลงจาก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เหลือเพียง 6-7 พันบาทต่อตัน 

ดังนั้นหากรัฐบาลประกาศมาตรการช่วยเหลือจะส่งผลให้การลงทุนด้านเกษตรกรรมเกิดความชัดเจนและมีการลงทุนทั้งระบบได้ใหม่

อย่างไรก็ตาม กกร. ยังกังวลในเรื่องของการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ เพราะตัวเลขล่าสุดในเดือนม.ค.ที่ผ่านมาเบิกจ่ายงบลงทุนไปได้เพียง 13% หรือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดเบิกจ่ายสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท และคาดว่าสิ้นสุดครึ่งปีงบประมาณ(ต.ค.2557-มี.ค.2558) ก็จะมียอดเบิกจ่ายไม่เกิน 30%ซึ่งจะกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ

ตั้งกรรมการติดตามแก้กฎหมายธุรกิจ

นายสุพันธ์ กล่าวว่าที่ประชุมกกร.ได้เห็นชอบตั้งคณะทำงาน 1 ชุดเพื่อมาดูแลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายทางด้านธุรกิจเพื่อติดตามความคืบหน้าให้เกิดรูปธรรมเพื่อที่จะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะกฎหมายที่สำคัญ 7 เรื่อง ได้แก่ 1. กฎหมายที่เกี่ยวกับหลักประกันทางธุรกิจ 2. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการค้ำประกันสินทรัพย์จำนอง 3. กฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล 4. กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 5. กฎหมายศุลกากร 6. กฎหมายเกี่ยวกับตั๋วเงิน และ 7. กฎหมายล้มละลาย

ส่วนกรณีมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีในเรื่องของโครงสร้างภาษีใหม่ ที่ กกร. เสนอให้ออกมาตรการลดภาษีให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลงเป็นระดับขั้นบันได โดยหากมียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาท/ปี เก็บภาษี 5% ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เก็บภาษี 15% และหากยอดขายไม่เกิน 200 ล้านบาท เก็บภาษี 15% รวมทั้งออกมาตรการนิรโทษกรรมภาษีให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีที่อยู่นอกระบบ เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ และเข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือของรัฐบาล

“ในเบื้องต้นกรมสรรพากร ยังไม่เห็นด้วยกับมาตรการภาษีช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งหมดตามที่ กกร.เสนอ แต่จะเข้าไปหารือกับกรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อถึงข้อดีข้อเสียต่อไป เพื่อให้ได้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายสุพันธุ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่นายเกริกไกร จีระแพทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ดูแลด้านการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและบริการ ได้เข้าร่วมในที่ประชุม กกร. ด้วยนั้น ได้มีการหารือเพื่อให้ กกร.ส่งทีมเข้าไปช่วยให้ความเห็นทางด้านเศรษฐกิจดังกล่าวด้วย โดยเมื่อสปช.ปฏิรูปเศรษฐกิจแล้วเสร็จจะประสานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อร่างเป็นกฎหมายต่อไป โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือกันต่อไป