แพทย์ศิริราชระบุผู้ป่วยหวัดใหญ่ที่เสียชีวิต สาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนที่เหลือ 2 รายอาการไม่น่าห่วง เผยส่งเชื้อตรวจห้องปฏิบัติการเพิ่ม
คาดรู้ผลวันนี้ ชี้ไม่ต้องกังวลเชื้อไวรัสเอช 3 เอ็น 2 ไม่พบการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ แนะ "ไอ-จาม" สวมหน้ากากอนามัยกันเชื้อแพร่กระจาย
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงเมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) กรณีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในโรงพยาบาลศิริราช ว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าว เรื่องพบผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้น ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราชพบผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอช 3 เอ็น 2 จำนวน 5 ราย โดยได้มีการคัดแยกผู้ป่วยไปยังหอผู้ป่วยแยกโรค เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรคในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาจะมีการติดเชื้อมายังบุคลากร แต่ก็มีเพียง 4 รายเท่านั้น จากทั้งหมด 19 รายที่ดูแลด้านนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการติดต่อไม่มากและไม่รวดเร็วนัก
"จากการดูแลรักษาและให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ พบว่าบุคลากรทั้ง 4 รายหายดีและกลับบ้านแล้ว ขณะที่ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราช 5 ราย พบว่ามี 1 รายเสียชีวิต แต่มาจากสาเหตุการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่แต่อย่างใด ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 4 ราย ขณะนี้เหลือเพียง 2 รายเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาล แต่โดยรวมไม่มีอาการน่าเป็นห่วง"
ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่หลายคนกังวลว่า เป็นเชื้อสายพันธุ์ เอช 3 เอ็น 2 สายพันธุ์ย่อยสวิตเซอร์แลนด์ (A/Switzerland (H3N2)-like virus) ที่พบการระบาดในฮ่องกง ขณะนี้ได้ส่งเชื้อตรวจในห้องปฏิบัติการอยู่ คาดว่าจะทราบผลภายในวันที่ 3 มี.ค.2558 สิ่งสำคัญต้องบอกว่าสำหรับเชื้อไวรัสเอช 3 เอ็น 2 นั้น ปัจจุบันยังไม่พบการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ จึงยังไม่ต้องกังวล
วันเดียวกัน ที่ กรมควบคุมโรค (คร.) นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรค (วอร์รูม) เรื่องการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ เอช 3 เอ็น 2 (A/H3N2) สายพันธุ์ย่อยสวิตเซอร์แลนด์ที่ระบาดในฮ่องกงว่า จากกรณีพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอช 3 เอ็น 2 สายพันธุ์ย่อยสวิตเซอร์แลนด์ ในฮ่องกง 383 ราย เสียชีวิต 283 ราย และยังพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ประเทศอินเดีย มีผู้ป่วยสะสม 16,235 ราย เสียชีวิต 926 ราย
ในส่วนของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -23 ก.พ.2558 มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ 10,032 ราย เสียชีวิต 8 ราย โดย จ.นครราชสีมา 7 ราย ลำพูน 1 ราย ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญต้องดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเน้นกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และหากไอ จาม ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันการกระจายของโรค
"ขณะนี้ก็ต้องขอความร่วมมือกับทุกฝ่าย ก่อนเผยแพร่ข่าวสารใดๆ ขอให้มีการสอบถามอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันการแตกตื่นจนเกินเหตุ แต่กรมควบคุมโรคไม่ได้นิ่งเฉย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกับทางกระทรวงคมนาคมในการขอความร่วมมือการเดินทางต่างๆ โดยเฉพาะสายการบินต่างๆ ว่าหากพบผู้ป่วยมีอาการไอจาม ขอความร่วมมือในการสวมหน้ากากอนามัย โดยจะมีการใช้สโลแกนว่าไอเมื่อไรใส่หน้ากากอนามัย" นพ.โสภณกล่าว
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดี คร. กล่าวว่า สำหรับการตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่เพื่อแยกสายพันธุ์ ปัจจุบันจะทำการส่งเชื้อไป 3 หน่วย คือ สำนักระบาดวิทยา คร. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสถาบันวิจัยทางทหารของสหรัฐอเมริกา โดยจะทำหน้าที่แยกเชื้อแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งในปี 2558 พบว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่พบมากที่สุด คือสายพันธุ์ เอ เอช 3 เอ็น 2 (A/H3N2) ประมาณร้อยละ 68 รองลงมาคือ สายพันธุ์บี (B) ร้อยละ 24 และสายพันธุ์เอ เอช 1 เอ็น 1 (A/H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 มีประมาณร้อยละ 4
ทั้งนี้ สำหรับสายพันธุ์เอช 3 เอ็น 2 ที่พบการระบาดหนักในฮ่องกง เป็นสายพันธุ์ย่อยสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ซึ่งจะแตกต่างจากสายพันธุ์เอช 3 เอ็น 2 ที่ไทยเคยพบเมื่อปีที่ผ่านมา จากการตรวจสอบเฉพาะสายพันธุ์เอช 3 เอ็น 2 ที่พบผู้ป่วยในประเทศกว่าร้อยละ 68 เมื่อแยกชนิดย่อยลงไปจะพบว่าเป็นสายพันธุ์เอ สวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่ระบาดในฮ่องกงเกือบร้อยละ 90
"ขณะนี้มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่กว่า 10,000 ราย พบว่า เป็นสายพันธุ์ชนิดเดียวกับฮ่องกงร้อยละ 50 ซึ่งยังไม่มาก ที่สำคัญ เชื้อนี้ในไทยยังไม่รุนแรง ไม่มีการกลายพันธุ์ และไม่พบว่าเชื้อเกิดการดื้อยา จึงไม่ต้องกังวล ส่วนที่ฮ่องกงมีผู้เสียชีวิตมาก พบว่า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยง ทั้งผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่สำคัญกลุ่มที่เสียชีวิตไม่พบการฉีดวัคซีนป้องกัน ขณะที่ไทยไม่ประมาท แม้จะพบผู้ป่วย แต่สามารถควบคุมโรคได้ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการในการเฝ้าระวัง และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ" นพ.โอภาส กล่าว




