“ซูเปอร์บอร์ด” ไฟเขียวตั้งโฮลดิ้ง “บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ” คุม14รัฐวิสาหกิจ ทั้งในตลาดและนอกตลาดหุ้นที่แปลงเป็นบริษัท ถือหุ้นแทนคลังทั้งหมด
เตรียมออกฎหมายใหม่รองรับในเดือนมิ.ย.นี้ วางกรอบกำกับดูแลใช้มืออาชีพ ปลอดการเมือง-ข้าราชการประจำ ขณะรัฐวิสาหกิจที่เหลือยังอยู่ภายใต้การดูแลของสคร. ด้านนักวิชาการหนุนเต็มที่ ห่วงความโปร่งใส
รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ หรือ โฮลดิ้ง บริหารรัฐวิสาหกิจทั้งในตลาดและนอกตลาดหลักทรัพย์รวม 14 แห่ง ซึ่งจะมีการออกกฎหมายขึ้นมารองรับและการกำกับดูแลป้องกันการแทรกจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ
แนวคิดการจัดตั้ง“โฮลดิ้ง”บริหารรัฐวิสาหกิจมีมาหลายรัฐบาล แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากได้รับแรงต้าน ทั้งจากรัฐวิสาหกิจและกระทรวงต้นสังกัด
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ดขึ้นมาดูแลตั้งแต่เริ่มบริหารประเทศ
การประชุมคนร.วานนี้ (2มี.ค.) มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ได้มีมติครั้งสำคัญต่อนโยบายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ หลังจากก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนว่าจะออกมาอย่างไร โดยคนร.มีมติเห็นชอบตั้งโฮลดิ้งขึ้นมาบริหารรัฐวิสาหกิจ ทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจำกัด (มหาชน) และ บริษัทจำกัด รวมทั้งสิ้น 14 แห่ง จากรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 56 แห่ง
นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่าที่ประชุมเห็นชอบปรับโครงสร้างการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ โดยให้อนุกรรมการคนร. ชุดที่มี นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่างกฎหมายฉบับใหม่เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือนมิ.ย.นี้
การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจะแยกบทบาทการกำกับออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นด้วยกฎหมายเฉพาะ ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สคร.เหมือนเดิม เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น
ส่วนที่สอง ให้ตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติขึ้นมาเป็นโฮลดิ้ง ทำหน้าที่เป็นเจ้าของ บริหารงาน และถือหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รัฐวิสาหกิจที่แปลงเป็นบริษัทมหาชน เช่น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และดูแลรัฐวิสาหกิจที่แปลงเป็นบริษัท จำกัด เช่น บริษัท ขนส่ง จำกัด และบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด เป็นต้น
ระบุ 2 องค์กรยังอยู่ภายใต้คลัง
นายกุลิศ กล่าวว่าทั้ง 2 องค์กรยังอยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง และจะมีคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คนร.ที่ดูแลในภาพรวม และคณะกรรมการของโฮลดิ้ง ซึ่งจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสรรหา กรรมการผู้จัดการ และกรรมการทั้งชุด
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายใหม่ นอกจากจะมีการจัดตั้งโฮลดิ้งแล้ว ยังประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ 1.การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทุกแห่งโดยภาพรวมที่เกี่ยวกับการจัดทำแผนกลยุทธ์รัฐวิสาหกิจ การสรรหา แต่งตั้ง ถอดถอนคณะกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ การจัดทำระบบบรรษัทภิบาลในรัฐวิสาหกิจ การติดตามประเมินผลคณะกรรมการ และองค์กรการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูล
ส่วนที่ 2.จะเป็นการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ ที่เป็นแนวทางการสรรหาคณะกรรมการบรรษัทฯ และกรรมการผู้จัดการบรรษัทฯ รวมถึงอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบและแนวทางการทำงานของบรรษัทฯ
ระบุรูปแบบใหม่ไม่กระทบตลาด-เชื่อมั่น
นายกุลิศ กล่าวว่า บรรษัทวิสาหกิจเป็นแค่โฮลดิ้ง ยังไม่ใช่ซูเปอร์โฮลดิ้ง เพราะยังไม่ได้รับโอนรัฐวิสาหกิจทั้งหมดมา ถือเป็นส่วนนำร่องไปก่อน หากในอนาคตเห็นว่าทำงานดี จะทยอยนำรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เข้าไปอยู่ภายใต้โฮลดิ้งนี้ โดยเป้าหมายในอนาคต อาจจะขยายขอบเขตภารกิจโฮลดิ้งคล้ายกับกองทุนคาซาน่าของมาเลเซีย
“ยืนยันว่ารูปแบบนี้ จะไม่กระทบกับตลาดหุ้น และความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะคลังยังเป็นเจ้าของ แค่เปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากกระทรวงการคลัง เป็นบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ โดยสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะทำให้จะทำให้รัฐวิสาหกิจดีขึ้น เพราะจะเพิ่มมูลค่า วางกรอบการทำงาน ดึงคนที่มีความเชี่ยวชาญต่างมาเป็นกรรมการ ไม่ใช่การเมืองจะส่งใครมาก็ได้ ต่อไปก็จะไม่มีบอร์ดที่เป็นการเมืองและข้าราชการ”นายกุลิศ กล่าว
นายกุลิศ กล่าวต่อว่า เดิมทีมีแนวคิด จะให้รัฐวิสาหกิจทั้งหมดมาอยู่ภายใต้โฮลดิ้ง แต่มีความเป็นห่วงเรื่องแรงต้าน และต้องมีการวางกรอบป้องกันการแทรกแซงให้ดีเสียก่อน หากทำดีแล้ว ก็จะมีตัวอย่างให้เห็นว่าทำแล้วดีอย่างไร
คนร.ไฟขียวแผนกำหนดทิศทางรสก.
ทั้งนี้ที่ประชุม คนร. ยังมีมติอนุมัติเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญประกอบด้วย 1.แผนยุทธศาสตร์กำหนดทิศทางรัฐวิสาหกิจ โดย คนร. ได้เห็นชอบแนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของรัฐวิสาหกิจ ในสาขาพลังงาน และขนส่ง โดยให้มุ่งเน้นการสร้างความสมบูรณ์ของโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุน ให้เอกชนสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในแต่ละสาขาได้อย่างเท่าเทียม และการดำเนินการอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน
สำหรับภาคอุตสาหกรรมขนส่ง เห็นควรให้กระทรวงคมนาคม จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการบินของประเทศ สร้างความชัดเจนการกำกับดูแลระบบรางของประเทศ โดยจัดตั้งกรมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง และให้เตรียมการแยกบทบาทและภารกิจของกรมการขนส่งทางบก และบริษัท ขนส่ง จำกัด ออกจากกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
เห็นควร“พลังงาน”รวมศูนย์โพลีซีเมคเกอร์
ส่วน อุตสาหกรรมพลังงาน เห็นควรให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางการจัดให้รวมศูนย์ของผู้กำหนดนโยบาย(Policy-Maker)ด้านพลังงาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการของหน่วยงานด้านพลังงานอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ให้ศึกษาระบบการให้เงินอุดหนุนรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานเชิงสังคม โดยให้อุดหนุนโดยตรงไปที่ภาคประชาชน
2.การแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจที่ประสบปัญหา คือ 1.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โดย คนร. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการแยกบทบาทโดยให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ทำหน้าที่กำกับดูแล (Regulator) โดยให้จัดทำรายละเอียดการดำเนินการที่จำเป็นในการโอนบทบาทให้ ขบ. เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการเดินรถทั้งหมดโดยตรง เพื่อเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ ให้กระทรวงคมนาคมเร่ง การปฏิรูปเส้นทางเดินรถ รวมถึงกำหนดเส้นทางที่ต้องการให้ ขสมก. เดินรถด้วย เพื่อให้ ขสมก. ใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่มีอยู่ได้สูงสุด และกำกับดูแลการซื้อรถโดยสารก๊าซธรรมชาติ (NGV) ให้เป็นไปตามแผน พร้อมทั้งประเมินผลการดำเนินการของรถโดยสารเอ็นจีวีงวดที่ 1 เพื่อวางแผนในการดำเนินการต่อไป
จี้ทีโอที-กสท.เร่งเจรจายุติข้อพิพาทเอกชน
2.บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดย คนร. เห็นชอบในหลักการให้ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท. ให้ความสำคัญเร่งด่วนในการใช้ประโยชน์จากเสาโทรคมนาคม เจรจายุติข้อพิพาทกับคู่สัญญาเอกชน มุ่งเน้นให้การดำเนินการต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ การตีมูลค่าทรัพย์สินต้องเป็นธรรมกับภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้ ให้กระทรวงไอซีทีศึกษารูปแบบการจัดตั้งบริษัทที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเสาโทรคมนาคมดังกล่าวต่อไป
3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ (Multi Stakeholder Group) สำหรับโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Cost) โดย คนร. ได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ (Multi Stakeholder Group : MSG)
สำหรับโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวปฏิบัติและเปิดเผยข้อมูล และกลไกอื่นในการเสริมสร้างความโปร่งใส ในการก่อสร้างภาครัฐวิสาหกิจ ซึ่งดำเนินการตามบรรทัดฐานขององค์กร Cost
คณะอนุกรรมการฯ มีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน มีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กรมบัญชีกลาง องค์กรภาคเอกชน เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเป็นอนุกรรมการ และ สคร. เป็นฝ่ายเลขานุการ
คนร.เห็นชอบปรับเพิ่มเงินลงทุนระบบสายส่ง
4.การขอปรับเพิ่มเงินลงทุน (Cost Overrun) โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ 8 ส่วนที่ 1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คนร. ได้เห็นชอบการขอปรับเพิ่มเงินลงทุน (Cost Overrun) โครงการพัฒนาระบบสายส่งฯ ของ กฟภ. วงเงิน 2,878 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้รองรับต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ต่างๆของไทย และให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ให้ใช้เงินกู้ในประเทศ 2,158 ล้านบาท และเงินรายได้ กฟภ. 720 ล้านบาท และให้ กฟภ. กู้เงินในประเทศภายในกรอบวงเงิน 2,158 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินลงทุนโครงการ โดย กฟภ. จะทยอยดำเนินการกู้เงินตามความจำเป็นจนกว่างานจะแล้วเสร็จ
นักวิชาการหนุนตั้งโฮลดิ้งฯ
นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ)กล่าวว่าแนวทางการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติหลายประเทศทั้งในสิงคโปร์ และประเทศในอเมริกาใต้ใช้เพื่อควบคุมและบริหารจัดการการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดีโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการแทรกแซงรัฐวิสาหกิจโดยฝ่ายการเมืองหรือการใช้งานรัฐวิสาหกิจเพื่อภารกิจของข้าราชการในกระทรวงต่างๆโดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์โดยรวมของประชาชน
นอกจากนี้ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาดูแล คือการที่รัฐวิสาหกิจสามารถบูรณาการงานต่างๆเข้าด้วยกันโดยไม่ติดขัดอุปสรรคในการปฏิบัติ เช่น การดำเนินการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ธนาคารของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)ก็สามารถที่จะมาวางแผนร่วมกันได้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่าผลประโยชน์ของธนาคาร
เตือนต้องสร้างความโปร่งใส
นางเดือนเด่น กล่าวว่าการสร้างความโปร่งใสของคณะกรรมการในโฮลดิ้งมีความสำคัญมากที่สุดโดยมองว่าคณะกรรมการชุดนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่สำคัญสังคมต้องสามารถที่จะตรวจสอบที่มาของกรรมการว่ามีความรู้ความสามารถและเหมาะสมมากน้อยเพียงไรเพื่อให้องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นที่น่าเชื่อถือในการเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ถือเป็นทรัพย์สินของประเทศและการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก
“ปัญหาของบ้านเราไม่ได้อยู่ที่การออกแบบโครงสร้างคณะกรรมการที่จะมาทำงาน แต่อยู่ที่การปฏิบัติจะมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลให้สังคมให้การยอมรับมากแค่ไหน ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือก็คือการกำหนดให้โครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครบถ้วนทั้งตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนของรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนและ ภาคประชาชน และเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้ประชาชนเข้าถึงตรวจสอบได้” นางเดือนเด่นกล่าว





