หลวงปู่พุทธอิสระร้อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ อัยการสูงสุด หลังถอนฟ้องคดี"ธัมมชโย" ปี2549
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พระพุทธอิสระ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบกรณีอัยการมีคำสั่งถอนฟ้องคดีพระธัมมชโย เมื่อปี พ.ศ2549 โดยพระพุทธอิสระ กล่าวว่า คดีดังกล่าวพนักงานอัยการชุดแรกได้มีคำสั่งฟ้องพระธัมมชโยในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเอาทรัพย์สินไปเป็นของตนโดยทุจริต แต่เมื่อศาลจะมีคำพิพากษาพระธัมมชโยได้มีการโอนทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้กับวัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนั้นก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุดในขณะนั้น กลับมีคำสั่งให้พนักงานถอนฟ้องคดีดังกล่าว
แต่พนักงานอัยการไม่ยอมถอนฟ้อง นายพชร จึงสั่งเปลี่ยนตัวพนักงานอัยการและให้พนักงานอัยการชุดใหม่ดำเนินการถอนฟ้องคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าพระธัมมชโยได้ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชแล้ว จึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจในการเรียกสำนวนหลักฐานมาพิจารณาว่า การมีคำสั่งฟ้องของอัยการชุดแรกมีเหตุผลอย่างไร และการถอนฟ้องในอัยการชุดที่สองมีเหตุผลอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากในการพิจารณาของมหาเถรสมาคม (มส.)อ้างเหตุที่ไม่ดำเนินการกับพระธัมมชโยก็เพราะอัยการมีคำสั่งถอนฟ้อง โดยอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรีบดำเนินการ
พระพุทธอิสระ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะไปแจ้งความที่กองปราบปราม เพราะในเมื่อขณะนี้ มส.ถือกฎหมายใหญ่กว่าพระธรรมวินัย ทั้งที่ในความจริงพระธรรมวินัยใหญ่ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ แต่รัฐธรรมนูญมนุษย์ซึ่งเป็นผู้มีกิเลสตัณหา เป็นคนบัญญัติ และในวันพรุ่งนี้ก็จะติดตามการประชุม มส. ต่อกรณีดังกล่าว ถ้าหากที่ประชุม มส. เอาพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ พระธัมมชโยผิด พุทธอิสระก็จะจบแค่นี้ แต่ถ้าเอาธรรมกายเป็นใหญ่ก็จะเป็นหนังเรื่องยาวเป็นมหากาพย์ คงจะได้มีการจัดสังฆทานชุดใหญ่ให้ มส. พุทธอิสระจะไปเยี่ยมทุกวัน แต่ถ้าการประชุม มส. ไมมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้า ก็ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติ เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
"ที่ผ่านมามส. ไม่เคยทำอะไรที่โปร่งใส อย่างกรณีเจ้าคุณเสนาะ สตง.ชี้มูลว่ามีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ 67 ล้านบาท มีการเอาผิดในทางกฎหมายแต่ในทางพระธรรมวินัยต้องถือว่าปาราชิก แต่ มส. ก็กลับทำแค่ปรับลดตำแหน่งจนทุกวันนี้นายเสนาะก็ยังเป็นพระ ดังนั้นที่มาวันนี้จึงอยากทำให้เห็นว่าวงการสงฆ์ต้องยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ เมื่อมีพระลิขิตแล้วว่าพระธัมมชโยเป็นปาราชิก มส. ต้องดำเนินการไม่ใช่มาอ้างว่ายึดคำสั่งอัยการเป็นใหญ่"พระพุทธอิสระ กล่าว
นายรักษเกชา กล่าวว่า จะรีบนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาผู้ตรวจการแผ่นดินโดยเร็ว ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจในการขอดูเอกสารหลักฐานกรณีที่อัยการมีคำสั่งฟ้องและถอนฟ้องในภายหลัง ซึ่งหากไม่ได้รับความร่วมมือก็มีโทษตามกฎหมายจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนเมื่อพิจารณาหลักฐานแล้ว สามารถสั่งอัยการให้ฟ้องคดีได้หรือไม่คงต้องดูรายละเอียดก่อน





