วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งออกเดือนแรกติดลบ3.46% นักวิเคราะห์ชี้ไม่มีสัญญาณฟื้น

พาณิชย์เผยส่งออกเดือนม.ค.ติดลบ 3.46% เหตุราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ-ราคาน้ำมันลด เรียกทูตพาณิชย์ทั่วโลกระดมสมอง 16 มี.ค. ยันเป้าเดิม 4%

ด้านธปท.เผยเป็นไปตามคาด สาเหตุหลักจากสินค้าที่เกี่ยวข้องน้ำมัน ขณะนักเศรษฐศาสตร์ ประเมินยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว คาดครึ่งปีแรกยังทรุดต่อเนื่อง ทั้งปีโต 1%


มูลค่าการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2558 ลดลงตามคาดหมายจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะราคาสินค้าปิโตรเลียมและภาคเกษตรยังตกต่ำ


นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่าการส่งออกในเดือนม.ค. 2558 มีมูลค่า 17,249 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3.46% นำเข้ามูลค่า 17,705 ล้านดอลลาร์ ลดลง 13.33% ทำให้เดือนม.ค.ขาดดุลการค้า 457 ล้านดอลลาร์


การส่งออกสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร ลดลง 13% ตามการหดตัวในสินค้ายางพารา ลดลง 40.6% ตามความต้องการลดลงโดยเฉพาะจากจีน สวนทางปริมาณสต็อกสูง ส่วนข้าว มูลค่าลดลง 13% อยู่ที่ 333 ล้านดอลลาร์เช่นเดียวกับปริมาณ ลดลง 12.6% อยู่ที่ 6.08 แสนตัน ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มูลค่าลดลง 12.1% ปริมาณลดลง 19.2% อย่างไรก็ตามกลุ่มสินค้าอาหารส่งออกเพิ่มขึ้น 1.7% แต่สินค้าในกลุ่มนี้หลายรายการส่งออกลดลง คือ อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป ลดลง 9.7%


ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ส่งออกเพิ่มขึ้น 0.6% สินค้าสำคัญได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 21.2% เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้น 9.9% รถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้น 40.9% ขณะที่หมวดใหญ่ของกลุ่มยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 11.7% อย่างไรก็ตาม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งออกลดลง 0.6% สินค้าที่ส่งออกได้ลดลง 24.1% และสินค้าสิ่งทอลดลง 6.0%


นางจันทิรา กล่าวถึงตลาดส่งออกว่า ตลาดสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.0% ขณะที่ตลาดญี่ปุ่น ลดลง 7.5% สหภาพยุโรป ลดลง 5.0% ส่วนตลาดศักยภาพสูง ลดลง 3.9% โดยตลาดอาเซียน ลดลง 0.7% "สาเหตุที่การส่งออกติดลบมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกหดตัวสูงกดดันให้ราคาส่งออกสินค้าเกี่ยวกับน้ำมันดิบหดตัว และราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ตลาดส่งออกบางตลาดกลับมาหดตัวในเดือนม.ค. ขณะที่ตลาดอย่างสหรัฐ และกลุ่ม อาเซียนใหม่ (CLMV) ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง แต่ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกปี 2558 จะขยายตัว 4% ไว้ก่อน” นางจันทิรา กล่าว


ถกทูตพาณิชย์ประเมินสถานการณ์16มี.ค.
นางจันทิรา กล่าวว่าในวันที่ 16 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั้ง 63 ประเทศ เพื่อทบทวนแผนการส่งออกและประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เบื้องต้นยังไม่มีตลาดไหนแสดงความจำนองที่จะขอปรับเป้าหมายการส่งออก


นางจันทิรา กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ตลาดส่งออกสำคัญๆมีอัตราขยายตัวลดลง โดยตลาดจีนที่ติดลบถึง 19.7% มาจากนโยบายของจีนเองที่ต้องการชะลอการขยายตัวของจีดีพี และต้องการลดพึ่งพาการนำเข้า รวมถึงการส่งออกสินค้ายางพาราของไทยไปจีนลดลง ส่วนตลาดอาเซียน ในส่วนของอินโดนีเซีย มีปัญหาการกีดกันทางการค้า


มาเลเซียมาจากการส่งออกสินค้ากลุ่มที่สืบเนื่องจากน้ำมันและยางพารา ลดลง ตลาดรัสเซีย จากปัญหาเงินรูเบิลผันผวนทำให้แผนการตกลงทางธุรกิจไม่ได้ข้อสรุปในส่วนภาคเอกชน ตลาดแอฟริกาเกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในซีเรียและลิเบีย และตะวันออกกลาง มาจากราคาน้ำมันลดลงส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว


“ตลาดส่งออกที่ลดลงมากแม้จะไม่ได้อยู่ในความคาดหมาย แต่เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดจะพบว่ามีหลายสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น ทำให้แผนการทำตลาดยังคงเป็นไปตามเดิมคือมองหาโอกาสใหม่ๆในตลาด ผ่านการเน้นรายสินค้าสำคัญที่ส่งออกได้ให้ส่งออกได้มากขึ้น” นางจันทิรา กล่าว


ชี้ผู้ส่งออกต้องการให้บาทมีเสถียรภาพ
ส่วนปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่แข่งนั้น จากการหารือกับผู้ส่งออก พบว่า ผู้ส่งออกไม่ต้องการให้ค่าเงินบาทผันผวนมากเกินไป ต้องการให้มีเสถียรภาพ เพื่อจะได้กำหนดราคาขายสินค้าได้อย่างเหมาะสม แต่ยอมรับว่า ค่าเงินที่แข็งค่ามากกว่าของคู่แข่ง จะกระทบต่อศักยภาพการส่งออกของไทยบ้าง แต่ปัจจุบัน ในบางตลาด


สินค้าไทยไม่ได้แข่งขันด้วยราคาอีกแล้ว แต่แข่งขันด้วยคุณภาพ ประโยชน์การใช้สอยที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ รูปแบบ และดีไซน์ หากตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ราคาแพงไม่ใช่เรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น อาเซียนบางประเทศ สหรัฐฯ เป็นต้น


ธปท.ชี้ส่งออกแย่ตามคาด
นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ถือว่าใกล้เคียงกับประมาณการของ ธปท. โดยตัวเลขที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการส่งออกของไทยยังไม่ดีนัก ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกน้ำมัน และราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ปิโตรเคมี ที่ปรับลดลง


นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่าจากตัวเลขการส่งออกแสดงให้เห็นว่ายังคงเผชิญปัญหาหนักจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ภาพรวมการส่งออกในเดือนม.ค.ที่ผ่านมาหดตัวลง ซึ่งแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรก็น่าจะยังทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องตลอดครึ่งแรกของปีนี้ โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลง ส่งผลให้ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ ปรับลดลงตาม


“ตัวเลขเดือนม.ค.ที่ออกมา สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการส่งออก โดยปัญหาหลักยังคงเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของสินค้าไทยซึ่งปัญหานี้อยู่กับเรามานานแล้ว อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับลงต่อเนื่อง”นายอมรเทพกล่าว


เชื่อส่งออกทรุดไม่เกี่ยวค่าเงิน
สำหรับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น นายอมรเทพ กล่าวว่า ค่าเงินบาทคงไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการส่งออกมากนัก เพราะปัญหาที่การส่งออกไทยเผชิญอยู่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง อีกทั้งความต้องการในตลาดโลกก็ลดลงจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าแม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงไปบ้าง ก็คงไม่ช่วยทำให้การส่งออกไทยฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน


นายอมรเทพ กล่าวด้วยว่า ความคาดหวังของการส่งออกไทยในปีนี้ คงต้องฝากไว้กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และ เวียดนาม(ซีแอลเอ็มวี) ซึ่งระยะหลังตลาดกลุ่มนี้ถือเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็น่าจะช่วยประคองการส่งออกของไทยในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นบ้าง


อย่างไรก็ตามการส่งออกไปสหรัฐหลังจากนี้ คงเป็นสินค้าทุนมากกว่าจะเป็นสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค เนื่องจากสหรัฐเองก็อยู่ในช่วงการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม


ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนม.ค.2558 ยังน่าผิดหวัง โดยมูลค่าการส่งออกกลับมาหดตัวลง 3.46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ท่ามกลางแรงฉุดจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของคำสั่งซื้อจากตลาดจีน ยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน (5 ประเทศ) ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของราคาสินค้าส่งออก โดยเฉพาะสินค้าส่งออกในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมัน และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทิศทางราคาน้ำมัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม


หวัง‘ซีแอลเอ็มวี’ช่วยประคอง
สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปีนี้ แม้การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ และตลาดในกลุ่มซีแอลเอ็มวี น่าจะสามารถประคองภาพการขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยภาพการหดตัวของการส่งออกไปยังจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียนเดิมได้


นอกจากนี้ ราคาสินค้าส่งออกสำคัญก็น่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำตลอดช่วงไตรมาสแรก จึงมีความเสี่ยงมากขึ้นที่มูลค่าการส่งออกไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ จะหดตัวมากกว่า 2%


ขณะที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี ประเมินว่า การส่งออกไทยในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% จากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่เติบโตช้า รวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ และโครงสร้างสินค้าส่งออก ส่วนสินค้าดาวเด่น ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องดื่ม เครื่องจักรกล และข้าว อย่างไรก็ตามในปีนี้ ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงจากค่าเงินเป็นพิเศษ