วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อภิสิทธิ์'แจงถ้าไม่ทำก็จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นปฏิบัติ

"อภิสิทธิ์"รับมติป.ป.ช. ยันความบริสุทธิ์ แจงสถานการณ์ในขณะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติกรณีสลายแดง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่จะแจ้งข้อกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ มีพฤติการณ์ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต้อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ในวันที่ 10 เมษายน-19 พ.ค.2553 โดยป.ป.ช.เห็นว่าเป็นเหตุที่เข้าข่ายการถอดถอนออกจากตำแหน่งว่า พร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และยืนยัน ได้ว่า มีการปรับหลักการทำงาน เพื่อหลีกเหลี่ยงความสูญเสีย แต่กรณีที่มีผู้ใช้อาวุธไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่คืนความสงบให้กับสังคม ซึ่งในเรื่องนี้คนที่ทำงานร่วมกันรู้ดี เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรมว. กลาโหม , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ และพล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา อดีตรองผบ.ทบ. ในขณะนั้น เพราะ ร่วมประชุม และรู้ดีถึงการทำงานในขณะนี้ หาก ป.ป.ช.ได้ข้อมูลจากบุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา แต่ตนไม่แน่ใจว่า บุคคลทั้งหมดพร้อมที่จะเป็นพยานให้หรือไม่

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระบวนการตรวจสอของป.ป.ช. เป็นเรื่องที่ตนพร้อมให้ความร่วมมือ ที่จะไปชี้แจง เพื่อแก้ข้อกล่าวหาต่อป.ป.ช. เพราะป.ป.ช.กล่าวหาว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่าในสถานการณ์ ที่มีการก่อการร้ายมีการใช้อาวุธ ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย จะเป็นการทำผิดกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

"ในการดูแลสถานการณ์ ก็ได้พยายามหลีกเหลี่ยงการสูญเสีย ด้วยการปรับแนวทางเท่าที่จะทำได้โดยมีการดำเนินการทั้งระดับนโยบายการกำหนดยุทธศาสตร์ และการปฏิบัติตอลอดเวลา เห็นได้จากพัฒนาการของเหตุการณ์ ก่อนและ หลัง10 เม.ย., ต้นพ.ค. และ หลัง14 พ.ค.จนไปถึงวันที่ 19 พ.ค. มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการของสถานการณ์ตลอดเวลา" อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนกรณีที่ป.ป.ช.หยิบยกการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง และด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ รวมทั้งการบาดเจ็บสาหัสของนายสมร ไหมทอง มาเป็นตัวอย่าง ผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต โดยในการชัณสูตร พลิกศพตามคำไต่สวนของศาลระบุว่า เป็นความตายที่เกิดจาก การปฏิหน้าที่ของทหาร นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรณีที่ป.ป.ช.หยิบมา ไม่ใช่การสลายการชุมนุมหรือการขอคืนพื้นที่ แต่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่ โดยกรณีนายพัน กับนายสมร เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ส่วนกรณี ด.ช.คุณากร เกิดในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งมีเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะหรือการใช้อาวุธ เช่น กรณีนายพันกับนายสมร ก็ชัดเจนว่า นายสุรชัย ขับรถตู้ฝ่าด่านเข้าไปในพื้นที่ควบคุม โดยเจ้าหน้าที่ทหารมีการแจ้งเตือน ส่วนนายพัน ที่เสียชีวิตไม่ได้อยู่ในรถแต่วิ่งออกมาดูเหตุการณ์ จึงยืนยันได้ว่าไม่มีเรื่องเจตนาที่จะทำให้เกิดความสูญเสีย เพราะมีการเตือนตามขั้นตอนทุกอย่าง

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนกรณีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาวันที่ 14 - 19 พ.ค. รัฐบาลเตือนตลอดเวลาว่ามีผู้ใช้อาวุธแอบแฝง เพื่อแยกประชาชนออกมาจากสถานการณ์ที่มีอันตราย แม้กระทั่ง สื่อมวลชน บุคลาการทางแพทย์ อาสาสมัคร และผู้ชุมนุม รัฐบาลก็เตือนตลอกเวลาว่ามีผู้ใช้อาวุธแฝงตัวอยู่ซึ่งจะมีอันตราย

"สถานการณ์ในขณะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติ เพราะขณะนี้ยังมีคนฟ้องผมและ พระสุเทพว่า ปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สิน จึงเป็นสถานการณ์ ที่ยากลำบากที่ต้องประเมินเหตุการณ์ตามความเป็นจริง ว่าต้องควบคุมสถานการณ์ เพื่อคืนความปกติภายใต้การมีกองกำลังติดอาวุธและการก่อการร่าย โดยยืนว่า ปฏิบัติตามกฎหมายหลีกเหลี่ยงความสูญเสียและปรับแผนยุทธศาสตร์ตลอดเวลา ซึ่งก็จะเป็นดุลพินิจของป.ป.ช.ว่าหลังจากแจ้งข้อกลาวหาแล้วจะมีความเห็นอย่างไรมั่นใจในความบริสุทธิ์ และเคารพการตรวจสอบ"นายอภิสิทธิ์ กล่าว