มติศาลฎีกาเลือก "3 รองประธานศาลฎีกา-5 ประธานแผนกคดีในศาลฎีกา-1 ผู้พิพากษาอาวุโสฎีกา" นั่งองค์คณะตัดสินคดี"ยิ่งลักษณ์" ปมจำนำข้าว
ติดประกาศ 5 วันให้คู่ความพิจารณาคัดค้าน "วิษณุ"จ่อถกรมว.คลังฟ้องแพ่งอดีตนายกฯ เชื่อมีขรก.เอี่ยว ด้านป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์แจ้งข้อหาถอดถอน"อภิสิทธิ์-สุเทพ"คดีสลายม็อบเสื้อแดง เปิดโอกาสแก้ข้อกล่าวหาใน 15 วัน พร้อมตั้งอนุฯสอบ"อธิบดีกรมโยธาฯ-พวก" ปมไมค์แพง
นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ได้เรียกประชุมใหญ่ ผู้พิพากษาในศาลฎีกาทั้งหมด 173 คน เพื่อลงคะแนนเลือกผู้พิพากษา 9 คนในศาลฎีกา เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีโครงการจำนำข้าว คดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด(อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จากกรณีละเลยไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าว ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเป็นเงินกว่า 5 แสนล้านบาท ที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้พิพากษาศาลฎีกา เข้าร่วมประชุม 146 จากทั้งหมด 173 คน ซึ่งการประชุมใช้เวลากว่า 1 ชั่ว จึงเสร็จสิ้น ขณะที่การลงคะแนนใช้วิธีการลงคะแนนลับ โดยผู้ได้รับเลือกเป็นองค์คณะปรากฏตามลำดับดังนี้
1.นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา 2.นายวิรุฬห์ แสงเทียน ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา
3.นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา 4.นายธนสิทธ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา 5.นายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา 6.นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา 7.นายวีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา 8.นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา และ 9.นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ทั้งนี้หลังจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้เลือกผู้พิพากษาเป็นองค์คณะครบทั้ง 9 คนแล้ว จะนำรายชื่อเสนอแก่ นายดิเรก ประธานศาลฎีกา เพื่อลงนามติดประกาศรายชื่อตามขั้นตอน โดยจะนำรายชื่อทั้งหมดไปปิดประกาศไว้ที่หน้าอาคารศาลฎีกา ถนนแจ้งวัฒนะ ภายใน 5 วัน นับจากที่การเลือกองค์คณะเสร็จสิ้น เพื่อให้คู่ความได้รับทราบและตรวจดูหากจะมีการคัดค้านผู้พิพากษาท่านหนึ่งท่านใดในการเป็นปฏิบัติหน้าที่เป็นองค์คณะ ซึ่งการยื่นคัดค้านคู่ความสามารถยื่นได้ตั้งแต่วันที่มีการติดประกาศไปจนก่อนที่จะเริ่มมีการไต่สวนพยานในคดี
ขณะที่องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จะได้นัดประชุมกันภายในเพื่อเลือกผู้พิพากษา 1 ใน 9 คนดังกล่าวเป็นเจ้าของสำนวนในคดีนี้ และร่วมกันพิจารณาคำฟ้องของอัยการสูงสุดว่า ครบองค์ประกอบและอยู่ในเขตอำนาจศาลฎีกาฯ ที่จะประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาฯ กำหนดนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหรือไม่ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ เวลา 10.00 น.
"ทนายยิ่งลักษณ์"ยังกั๊กค้านองค์คณะคดีข้าว
ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทีมทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการตรวจสอบรายชื่อผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกเป็นองค์คณะคดีรับจำนำข้าวว่าจะยื่นคัดค้านองค์คณะหรือไม่ว่า ขณะนี้เพียงแต่ทราบรายละเอียดจากสื่อมวลชนเท่านั้นว่าผู้พิพากษาท่านใดได้รับเลือกบ้าง ขณะที่ทีมทนายจะต้องรอให้มีการประชุมหารือกันก่อนพร้อมทั้งดูรายชื่อผู้พิพากษาที่ชัดเจนอีกครั้งจึงจะให้ความเห็นได้ว่ามีเหตุที่จะต้องยื่นคัดค้านหรือไม่
"วิษณุ"จ่อถกคลังฟ้องแพ่ง"ยิ่งลักษณ์"
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดูข้อกฎหมายในการดำเนินการทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ว่า ก่อนหน้านี้ทางนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ได้นัดที่จะมาพบตน แต่ตนได้ขอคุยกับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยจากหลายหน่วยงานที่รู้เรื่องในฐานะผู้ปฏิบัติ มาให้ข้อมูลกับตนก่อน เพราะตนถือว่ายังใหม่กับเรื่องนี้มาก จากนั้นจึงจะนัดคุยทางด้านนโยบายกับรมว.คลัง อีกครั้งใน 1-2 วันนี้
เมื่อถามว่าคดีนี้ต้องดูไปถึงมติครม.ด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็คงต้องดูแน่ แต่เป็นการดูในหลักใหญ่ๆ เท่านั้น เพราะคนที่ทำเขาก็มีหน้าที่ทำอยู่แล้ว ตนเพียงได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้ไปกำกับดูในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายเท่านั้น
ส่วนที่มีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น รองนายกฯ กล่าวว่า ก็คงมีแน่นอน ซึ่งจะฟังเจ้าหน้าที่ว่าวันนี้เรารู้ตัวคนที่รับผิดชอบแล้วหรือยัง และแบ่งเป็นกี่ประเภท เป็นนักการเมืองหรือเป็นข้าราชการ หรือเป็นเอกชน และจะแยกกันทำอย่างไร เพราะบางทีอายุความจะต่างกัน ข้อหาก็อาจจะแตกต่างกัน ที่สำคัญคือจะต้องได้หลักฐานจากทางป.ป.ช.ด้วย เวลาจะฟ้องก็ต้องรู้ด้วยว่าจะฟ้องใครและมูลค่าความเสียหายเท่าไหร่
ปปช.ชี้มูลถอดถอน"อภิสิทธิ์-สุเทพ"สลายม็อบ
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กรณีสั่งทหาร-ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค.2553 ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ว่า ภายหลังมีการใช้กำลังทหารเพื่อขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เม.ย.2553 ต่อเนื่องวันที่ 19 พ.ค.25 53 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จากการที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 เป็นผู้มอบนโยบายขอคืนพื้นที่
โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฝ่ายนโยบายหรือฝ่ายผู้สั่งการ คือ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ และนายสุเทพ ในฐานะหัวหน้าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นผู้ควบคุมการใช้กำลังทั้งหมด ซึ่งในการใช้กำลังทหารเข้าขอคืนพื้นที่จากกลุ่มชุมนุมนั้น ในกลุ่มผู้ชุมนุมไม่เฉพาะมีแต่กลุ่มผู้ชุมนุมที่รุนแรง แต่มีกลุ่มชุมนุมปราศจากอาวุธ และประชาชนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เป็นเหตุให้มีนายพัน คำกอง ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ นายสมร ไหมทอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และมีประชาชนอื่นเสียชีวิตอีกหลายราย ปรากฏตามคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาลชั้นต้น ความตายเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานทหาร พฤติการณ์ดังกล่าวจึงส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 ออกจากตำแหน่ง มีมติให้มีหนังสือบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มาแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันหลังได้รับหนังสือ
"ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ จะยุติ สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งอื่น ๆ ในฐานะผู้ปฏิบัติจะมีความรับผิดเพียงใดหรือไม่ จะดำเนินการไต่สวนตามข้อเท็จจริงต่อไป รอว่าทางผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งจะได้รับบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา จะมาแก้ข้อกล่าวหาอย่างไรบ้างต่อไป” นายวิชา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้เป็นเรื่องถอดถอนและเรื่องอาญาด้วยหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า คดีอาญาไว้ทีหลัง พฤติการณ์เข้าขั้นส่อก่อน ถ้าเขาแก้ได้หรือไม่ได้ ค่อยว่ากันทีหลัง แต่ว่าทางอาญา ก็สอบไปเรื่อย เพราะว่ายังมีกรณีของการชันสูตรพลิกศพที่ยังไม่จบ ยังมีรออยู่ แต่ที่เห็นว่า ให้แก้ข้อกล่าวหาถอดถอน เพราะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยชัดเจนว่าเป็นคนนอก ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมด้วย
"กรรมการป.ป.ช.ดูค่อนข้างละเอียดว่า กระบวนการในการดูแลพื้นที่ ขอคืนพื้นที่ ได้มีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์หรือไม่ จะใช้ระบบของทหารทีเดียวกวาดล้าง คงไม่ได้ คงต้องแยกแยะ จุดไหนเป็นจุดที่ควรที่จะทำอย่างไร คือจะเป็นเรื่องรายละเอียด เราก็จะขอดูจากการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของอดีตนายกฯ อดีตรองนายกฯ มีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์อย่างไรหรือไม่” นายวิชา กล่าว
ตั้งอนุฯสอบ"อธิบดีโยธาฯ"ปมไมค์แพง
นายวิชา กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการจัดซื้อไมโครโฟนในห้องประชุม ครม. ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 โดยมีมติว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กระทำความผิด หรือมีส่วนร่วม การจัดซื้อในโครงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารตึกบัญชาการ 1 และ 2 รวมทั้งระบบโสตทัศนูปกรณ์ หรือ ไมค์แพงแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงผู้อนุมัติเท่านั้น ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงไม่รับเรื่องไว้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม จากการแสวงหาข้อเท็จจริงพบว่า นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย มีพฤติการณ์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการจัดซื้อระบบโสตทัศนูปกรณ์ ร่วมกับคณะกรรมการกำหนดราคากลางจากกรมโยธาธิการ จำนวน 5 ราย
สำหรับการจัดจ้างโครงการพัฒนาปรับปรุงทำเนียบรัฐบาลและบ้านพิษณุโลก และคณะกรรมการจัดจ้างและจัดซื้อครุภัณฑ์งานติดตั้งระบบห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล จากกรมโยธาธิการ จำนวน 5 ราย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคำนวณราคากลางและการต่อรองราคาที่ไม่เป็นไปตามระเบียบของราชการ และเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางรายเข้ามาดำเนินการปรับปรุงระบบเสียง ระบบไฟฟ้า และแสงสว่าง ระบบวีดิโอวอล และระบบวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ และไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 และ 2554) มาตรา 103/7 จึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยมีนายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ
"อธิบดีกรมโยธา"พร้อมชี้แจงปปช.
ขณะที่นายมณฑล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตนยังไม่ทราบในรายละเอียด เพราะที่ผ่านมาทางยังไม่ได้ชี้แจง เป็นข้อมูลที่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีส่งไป อย่างไรก็ตามตนพร้อมชี้แจงตามที่ป.ป.ช.เตรียมจะไต่สวน ส่วนกระบวนการในการพิจารณาจะเป็นอย่างไรนั้น ตนพร้อมรับฟังเสมอ
"ในส่วนของกรมโยธาฯ ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะทุจริตอยู่แล้ว คงต้องว่าไปตามกระบวนการตรวจสอบ ถ้าเห็นว่าผิดก็คือผิด ผมขอยืนยันว่าที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย ที่เป็นการยกเว้นระเบียบพัสดุ ซึ่งเราก็ทำตามนั้น"





