กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญโหวตเรียงบุคคล ปมห้ามบุคคลต้องคำพิพากษา-คำสั่งว่ากระทำทุจริต ประพฤติมิชอบ-ให้เลือกตั้งไม่สุจริต ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงเย็น ได้พิจารณาในบทบัญญัตของรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ลงสมัครับเลือกตั้ง โดยได้นำความจากมาตรา 102 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและปรับเพิ่ม ในส่วน (8) ที่ระบุว่า “เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือกระทำการอันให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม” โดยนำความของมาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาบัญญัติไว้ ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีการถกเถียงกันถึงความเหมาะสมของการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวว่าจะเป็นการลงโทษบุคคลที่ทำผิดฐานทุจริตการเลือกตั้งและได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนดและครบตามระยะเวลาไปแล้ว นอกจากนั้นแล้วการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวจะเท่ากับว่าบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าได้กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือกระทำที่ให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม จะหมดสิทธิ์เป็น ส.ส., ส.ว., นายกฯ และรัฐมนตรีตลอดชีวิต ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมได้ และตามบทบัญญัติที่กำหนดจะหมายรวมถึงกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งไม่มีข้อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าร่วมกระทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้มีผู้เสนอให้ยกเลิก (8) ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันกรณีที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบนำไปขยายผล เป็นเรื่องความอยุติธรรม จนสถานการณ์ความไม่ปรองดอง มีการชุมนุม และลุกลามไปเป็นสงครามกลางเมืองได้ ทั้งนี้บทบัญญัติดังกล่าวควรเขียนให้ชัดว่าความผิดเรื่องทุจริตเลือกตั้งที่ทำให้หมดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งควรเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายและถกเถียงเกือบ 1 ชั่วโมง และยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ทำให้ที่ประชุมได้ใช้วิธีถามความเห็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็น (8) เป็นรายบุคคลเรียงตามลำดับที่นั่งในประเด็นว่าจะให้คงไว้หรือไม่ โดยเสียง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เห็นว่าให้คงบทบัญญัติไว้ แต่ควรมีกระบวนการพิจารณาที่เน้นตัวบุคคลของผู้ที่กระทำผิดอย่างแท้จริงที่ทางกฎหมายสามารถพิสูจน์ได้ นอกจากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาใน (15) ว่าด้วยห้ามบุคคลที่เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งอนุกมธ.ฯ ได้นำความของมาตรา 109 (14) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ระบุว่า “เคยถูกวุฒิสภามีมติถอดถอนออกจากจำแหน่งและยังไม่พ้นกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง” มาพิจารณา แต่ได้รับการทักท้วงว่าไม่เหมาะสมและเป็นการทำลายหลักการที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ไมได้กำหนดช่วงเวลา 5 ปี ไว้ ในท้ายสุด กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ปรับบทบัญญัติกลับไปให้เหมือนกับ (14) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยตัดข้อกำหนด 5 ปี ออก





