5ข้อควรปฏิบัติ-6ข้อห้าม ผู้นำการเมือง-จนท.รัฐในรธน.ใหม่

5ข้อควรปฏิบัติ-6ข้อห้าม ผู้นำการเมือง-จนท.รัฐในรธน.ใหม่

(รายงาน) "5 ข้อควรปฏิบัติ" กับ "6 ข้อห้าม" ของผู้นำการเมือง-จนท.รัฐใน รธน.ใหม่

การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เมื่อวานนี้ (23 ก.พ.) มีวาระพิจารณาร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ในภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง
กมธ.ยกร่างฯเริ่มพิจารณาในหมวด 1 ระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี โดยอนุ กมธ.พิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ได้นำเสนอร่างมาตราในหมวดนี้จำนวน 4 มาตรา


เริ่มจากมาตรา 73 มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ผู้นำการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้อาสามาปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ ย่อมต้องเป็นพลเมืองที่ดี มีความเสียสละ มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ต่อประเทศชาติและประชาชน ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีงามขอสังคม ยึดมั่นในจริยธรรมและธรรมาภิบาล จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรับใช้ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ


โดยผู้นำการเมืองดังกล่าว ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ 1.ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภทและทุกระดับ 2.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นทุกตำแหน่ง โดยบทบัญญัติดังกล่าวให้รวมถึงผู้นำอื่นในภาครัฐต้องนำไปปฏิบัติตามด้วย


อนุ กมธ.พิจารณาบทบัญญัติฯ ชี้แจงว่า มาตรา 73 ถือเป็นบททั่วไปที่บังคับใช้กับผู้นำการเมืองทุกระดับ รวมถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับด้วย ส่วนผู้นำอื่นในภาครัฐจะหมายถึง ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง อธิบดี โดยที่ประชุมได้อภิปรายและขอให้ขยายบทบัญญัติของผู้นำการเมืองให้หมายถึง ส.ส. และ ส.ว. ขณะที่ผู้นำอื่นในภาครัฐ ต้องรวมถึงข้าราชการ เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้กระทำสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยส่วนที่อภิปรายดังกล่าวที่ประชุมเห็นชอบให้เขียนไว้ในเจตนารมณ์ ขณะที่บทบัญญัติไม่มีการแก้ไข และผ่านการพิจารณา


จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณามาตรา 74 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งได้นำบทบัญญัติในมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา แต่ได้ปรับสาระสำคัญ อาทิ ให้ "สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ" ทำหน้าที่ไต่สวนผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แทนของเดิมที่เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน


ทั้งนี้ บทบาทของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ต้องเป็นผู้ที่ดำเนินการไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม และส่งผลการไต่สวนไปยังส่วนราชการของข้าราชการผู้นั้นเพื่อให้ดำเนินการลงโทษ โดยส่วนราชการไม่ต้องมีการตั้งกรรมการไต่สวนซ้ำอีก


ขณะที่การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติไต่สวน และหากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการโดยเร็ว


ที่ประชุมได้พิจารณาซักถามประเด็นจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและผู้นำในภาครัฐที่จะครอบคลุมถึงประเด็นศีลธรรมด้วยหรือไม่ เช่น ห้ามผิดภรรยาหรือสามีของบุคคลอื่น ห้ามมีกิ๊ก เป็นต้น โดยที่ประชุมได้อภิปรายในประเด็นดังกล่าวโดยใช้เวลาค่อนข้างนาน และได้ข้อสรุปว่า กรณีการผิดภรรยาหรือสามีบุคคลอื่น เป็นการผิดจริยธรรมทางประเพณีซึ่งไม่เกี่ยวกับความหมายของคำว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและผู้นำในภาครัฐตามมาตรานี้ เพราะมีคำจำกัดความว่าเป็นมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาชีพ


นอกจากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาและปรับบทบัญญัติที่สำคัญ อาทิ การลงโทษข้าราชการที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ได้ปรับให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาของข้าราชการที่ทำผิดพิจารณาบทลงโทษ เพื่อไม่ให้สมัชชาคุณธรรมทำหน้าที่เป็นศาลเตี้ย และเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งระหว่างข้าราชการในตำแหน่ง


ขณะที่การเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมนั้น ได้เพิ่มเติมข้อกำหนดให้มีการตัดสิทธิทางการเมือง เพิ่มจากการถูกถอดถอน โดยกำหนดให้สมัชชาพลเมืองแห่งชาติส่งผลการตรวจสอบไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา


นอกจากนั้นที่ประชุมได้พิจารณายกสถานะ "สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ" เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และกฎหมายว่าด้วยที่มา ได้ยกสถานะให้เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยสมัชชาคุณธรรม แต่ได้รับการทักท้วงจาก กมธ.ยกร่างฯว่า อาจทำให้เป็นปัญหาและตอบกับสังคมได้ยาก เพราะบทบาทของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติเท่ากับผู้ตรวจการแผ่นดิน การตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ได้รวมองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ากับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) จะตอบหรือทำข้อชี้แจงอย่างไร


ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติให้คณะทำงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา และได้ข้อสรุปคือไม่เห็นด้วยกับการยกสถานะให้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และคงหน้าที่รวมถึงสถานะเป็นหน่วยงานหนึ่งตามกฎหมาย


ขณะที่มาตรา 75 ว่าด้วยข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามกระทำของผู้นำการเมืองและเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยกำหนด 5 ข้อควรปฏิบัติไว้ในวรรคแรก ได้แก่
1.ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ไม่เอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตน พรรคหรือกลุ่ม
2.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน
3.แสดงความเห็น การอภิปราย หรือให้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือน
4.แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเมื่อตนหรือผู้อยู่ในอำนาจครอบงำทำผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน
5.เมื่อพบการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือประมวลจริยธรรม ต้องคัดค้านการกระทำ และแจ้งเรื่องไปยังองค์กรตรวจสอบที่มีหน้าที่ทราบเพื่อดำเนินการ


ส่วน 6 ข้อไม่ควรปฏิบัติที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ได้แก่
1.ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์ของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หรือการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์
2.ละเมิดหลักการทางศีลธรรม ศาสนา และประเพณี
3.ใช้วาจาไม่สุภาพ ก่อให้เกิดความเกลียดชังและแตกแยกของสังคม
4.ยอมให้บุคคลใดหรือคณะบุคคลใดสั่งการ ครอบงำ หรือชี้นำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
5.ใช้อำนาจมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนระยะยาว
6.เลี่ยงหรือชี้นำให้บุคคลอื่นเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมถึงไม่แสดงความเห็นในทำนองดังกล่าวต่อสาธารณะ