อนุกรรมาธิการสังคมฯ สนช. ห่วงคำสอนศาสนาที่แปลกประหลาด พร้อมเสนอ 5 ข้อจัดระเบียบพุทธศาสนา โดยฝากความหวังไว้ที่ คสช.-รัฐบาล
นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวเมื่อวานนี้ (21 ก.พ.) ว่า เยาวชนในหลายภาคส่วนมีความกังวลและสับสนในวิธีสอนและคำสอนในพุทธศาสนาในรูปแบบต่างๆ เสมือนการแสดงโชว์และจัดอีเวนท์ที่ค่อนข้างแปลกประหลาด
"ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการที่รับผิดชอบด้านสังคม เด็กและเยาวชน จึงขอเสนอต่อ กมธ.และทุกองค์กรที่รับผิดชอบในด้านการสังคมและศาสนา ทำความชัดเจนให้ปรากฏด้วย" นายภูมิสรรค์ กล่าว
นายภูมิสรรค์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้ 1.ให้มหาเถรสมาคมทำตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ ให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณี พระธัมมชโย วัดพระธรรมกายว่า ปาราชิกหรือไม่ ถ้าปาราชิกทำไมมหาเถรสมาคมปล่อยปละละเลยมาถึงปัจจุบัน หรือถ้าไม่เพราะอะไร
2.ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องสังคายนาคำสอนในพุทธศาสนาให้ถูกต้องและตรงกันตามคำสอนของพระพุทธเจ้า 3.ให้ลงโทษขั้นเด็ดขาดกับพระที่
ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ผิดหรือต้องคดีต่างๆ ให้ดำเนินไปโดยความรวดเร็วเป็นธรรมตามกฎหมาย
4.ให้มหาเถรสมาคมชะลอการเสนอแต่งตั้งสมณศักดิ์พระที่ต้องหาหรือติดคดีความต่างๆ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด 5.ให้มี พ.ร.บ.ควบคุมสมบัติของวัดและที่ดินวัดให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริตมิชอบของพวกแสวงหาผลประโยชน์
นายภูมิสรรค์ กล่าวว่า ฝากความหวังไว้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลในยุคนี้ว่าจะทำสำเร็จเป็นรูปธรรมปราศจากการแทรกแซงเหมือนกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สำเร็จ จึงนำมาซึ่งปัญหาเรื้อรังถึงวันนี้
"พุทธะอิสระ"บุกวัดปากน้ำขอคำชี้แจง4ข้อ
วันเดียวกัน พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เดินทางมายังวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ เพื่อขอพบ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในฐานะประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อกราบถวายนมัสการ ถวายสังฆทาน และสอบถามกรณีมติของมหาเถรสมาคม โดยมีพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในฐานะเลขานุการประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ลงมารับหนังสือแทน พร้อมถังสังฆทาน ประกอบด้วย กางเกง กางเกงใน ปลากระป๋อง ที่นอน รองเท้า ดอกไม้จัน สากกระเบือ บะหมี่สำเร็จรูป เงิน 1,000 บาท และกระเช้าผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ
ทั้งนี้ พระพุทธะอิสระ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ 1.มติมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมาถือว่ามติดังกล่าวผิดพระธรรมวินัยใช่หรือไม่ 2.พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ นั้น ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ 3.กรณีนี้มหาเถรสมาคมวินิจฉัยว่า เจ้าอาวาสวัดธรรมกายไม่ต้องอาบัติ จะถือว่าเป็นมาตรฐานในการปกครองของคณะมหาเถรสมาคมในกรณีอื่นๆ อีกใช่หรือไม่ และ4.อดีตสมเด็จพระสังฆราชฯ จะต้องอาบัติหรือไม่ เพราะเป็นการกล่าวหาเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโดยไม่มีมูล
ด้าน พระพรหมโมลี ชี้แจงว่า ในกรณีอดีตสมเด็จพระสังฆราช ไม่ต้องอาบัติ เพราะมีคำว่า "ถ้า" ดังนั้นจึงถือว่าไม่ได้ชี้ชัด ส่วนกรณีเจ้าอาวาสพระธรรมกาย ยอมรับว่า มหาเถรสมาคม ไม่เคยเรียกเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมาชี้แจง เพียงเรียกเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้นมาชี้แจง จี้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์
ขณะที่ พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า ที่มาวันนี้เพราะเชื่อว่าเป็นปัญหาเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ ระหว่าง ธรรมยุต กับ มหานิกาย และมหาเถรสมาคมเอามหานิกายเป็นใหญ่ มากกว่าความเป็นองค์คณะของมหาเถรสมาคม ดังนั้นจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการปกครองของคณะสงฆ์ใหม่ โดยให้มีคณะบุคคลซึ่งเป็นฆราวาส ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหารแทนมหาเถรสมาคม
ทั้งนี้ยืนยันว่า มติของของมหาเถรสมาคมไม่ถูกต้องตามหลักธรรมวินัย และอยากไปร้องที่ศาลปกครอง เพื่อให้มีการถอดถอนมติดังกล่าว แต่ศาลเคยไม่รับฟ้องในคดีทางสงฆ์เพราะมีคณะกรรมการสงฆ์อยู่แล้ว จึงอยากเรียกร้องให้พุทธศาสนิกชนที่ไม่ยอมรับมติดังกล่าว โดยไม่ไปทำทาน ไม่กราบไหว้ ไม่เคารพคณะกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหมด จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ปฏิบัติตามธรรมวินัย
"ส.ศิวรักษ์"ชี้พระลิขิตระบุชัดว่าผิด
วานนี้ (21 ก.พ.) นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ เฟซบุ๊คส่วนตัว ว่า ในเมื่อลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราชชี้ชัดว่าบุคคลผู้นี้ต้องอทินนาทานปาราชิก แล้วกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งอ้างว่าเคารพสมเด็จพระสังฆบิดร กลับไม่ทำตามมติสมเด็จพระสังฆราช โดยที่อ้างว่าเขาคืนเงินให้แล้ว เป็นอันหมดมลทิน นั่นเป็นเรื่องตะแบงพระวินัยอย่างชัดเจน
ข้อความในโพสต์ดังกล่าวระบุอีกว่า แต่นี่ไม่ใช่คราวแรกที่มหาเถรสมาคมมีพฤติกรรมเช่นนี้ เช่นเมื่อคราวกิตฺติวุฒฺโฑภิกขุสั่งรถวอลโว่เข้ามาโดยไม่ยอมเสียภาษี นี่ก็เป็นอทินนาทานปาราชิกเช่นเดียวกัน เพราะพระมีค่าเพียงแค่เงินบาทเดียว ฉ้อฉลเพียงบาทเดียวก็ต้องอทินนาทานปาราชิกหมดความเป็นภิกษุภาวะ คราว กิตฺติวุฒฺโฑ มหาเถรสมาคมก็ลงมติว่าเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ และให้เอาเงินไปเสียภาษี เพื่อจบเรื่อง ดังกรณีธมฺมชโยก็เช่นกัน อ้างว่าได้คืนเงินคืนทองไปแล้ว ยังสามารถคงความเป็นลัชชีไว้ได้ นี่เป็นตัวอย่างแห่งความอัปลักษณ์ของกรรมการมหาเถรสมาคม
เมื่อถอดสมภารวัดสระเกศออกจากมหาเถรสมาคม และจากตำแหน่งต่างๆ อย่างน้อยแสดงว่ามหาเถรสมาคมมีความกล้าหาญทางจริยธรรมอยู่บ้าง แต่แล้วความกล้าหาญที่ว่านี้ก็ปลาสนาการไป
ยกหลวงพ่อชาเป็นแบบอย่าง
นอกจากนี้ โพสต์ของ ส.ศิวรักษ์ ได้ยกตัวอย่างกรณีมีคนต้องการเอารถยนต์ไปถวายวัดหนองป่าพง ท่านอาจารย์ชา สุภทฺโท เรียกประชุมสงฆ์ว่า สมควรจะรับยานพาหนะดังกล่าวหรือไม่ สงฆ์ส่วนใหญ่เห็นว่าการมีรถยนต์จะช่วยให้พระภิกษุสามเณรสะดวกในการเดินทางไปไหนมาไหน ครั้นท่านอาจารย์ชาถามสังฆบริษัทว่าไม่อายชาวบ้านหรือ เพราะชาวบ้านรอบๆ วัด บางคนไม่มีแม้แต่เกวียน แต่เขาก็ทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระให้มีความผาสุกตลอดมา แล้วพระไปนั่งรถยนต์เชิดหน้าชูตา จะเอาหน้าไปไว้ไหน สงฆ์ทั้งหมดจึงลงมติไม่รับรถยนต์ที่ทายกต้องการจะถวาย
ขอให้เปรียบเทียบกับกรณีเณรคำ ซึ่งซื้อรถแพงๆ ถวายพระสังฆาธิการในคณะธรรมยุติหลายต่อหลายรูป อันเป็นการติดสินบนนั่นเอง หากพระมหาเถระเหล่านั้นพากันพูดว่า "นี่เป็นของถวาย ไม่รับก็จะขัดศรัทธาเขา" พระสังฆาธิการเป็นอันมาก มีรถยนต์แพง ๆ กุฏิอันหรูหราฟ่าแฟ่ ติดแอร์ มีเครื่องรับโทรทัศน์ติดดาวเทียม แล้วนี่ไม่นำความหายนะมาสู่คณะสงฆ์หรอกหรือ
เขาระบุด้วยว่า ชีวิตพรหมจรรย์แปลว่าชีวิตอันประเสริฐ ต้องต่างไปจากชีวิตชาวบ้าน ซึ่งเป็นกามโภคี พระภิกษุสามเณรต้องเจริญเนกขัมมปฏิปทา แม่นทั้งทางศีลสิกขาและเจริญจิตสิกขา เพื่ออบรมตัวเองให้เข้าถึงปัญญา จะได้แลเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามสภาพความเป็นจริงที่แท้ ถ้าไตรสิกขาเป็นเพียงคำพูด โดยไม่ประพฤติปฏิบัติตามที่เนื้อหาสาระ พระศาสนาก็ย่อมจะสั่นคลอนและอาจถึงซึ่งความอับปางก็ได้ ภายในชั่วอายุของกรรมการมหาเถรสมาคมในบัดนี้นี่เอง





