สนช.รับหลักการกฎหมายป.ป.ช. เพิ่มอำนาจไต่สวนคดีรับสินบน กำหนดฐานความผิดเจ้าหน้าที่รัฐ-ไม่นับอายุความคดีทุจริตหลบหนีไปต่างประเทศ
พร้อมให้ยึดทรัพย์คนโกงตามมูลค่าทรัพย์สินที่ได้มาจากทุจริต พร้อมผ่านกฎหมายธรรมนูญศาลทหาร "พล.ร.อ.วัลลภ"ยันไม่มีพลเรือนขึ้นศาลทหาร ยกเว้นคดีหมิ่นสถาบัน-ความมั่นคงตามคำสั่ง คสช.
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. เป็นประธานเมื่อวานนี้(19 ก.พ.) ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ฉบับที่..)พ.ศ... ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ก่อนรับหลักการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายสุรชัย แจ้งต่อที่ประชุมว่า ประธานป.ป.ช.มีหนังสือขอถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปทบทวนใหม่ก่อนส่งกลับมายังสนช.อีกครั้ง
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ฉบับที่..)พ.ศ.. รายงานผลการศึกษา ว่า กรรมาธิการได้พิจารณาหลักการและเหตุผลของร่างพ.ร.บ. โดยแยกสาระสำคัญออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.การอนุวัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ค.ศ.2003 หรือ UNCAC ซึ่งการมีกฎหมายภายในเพื่อรองรับพันธกรณีตาม UNCAC เป็นเรื่องจำเป็น แต่การออกกฎหมายเพื่อรองรับพันธกรณีดังกล่าวบางส่วนมีซ้ำซ้อน หรือมีผลกระทบต่อกฎหมายอื่น ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
2.ส่วนที่ว่าด้วยการเชื่อมอำนาจหน้าที่และประสิทธิภาพในการทำงานของป.ป.ช. ส่วนนี้ควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการยกร่างหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมเพียงเท่าที่เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทั้งนี้ในส่วนที่กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของป.ป.ช. เนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวบางส่วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อกฎหมายอื่น หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนประชาชนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงควรรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 3.ส่วนที่แก้ไขคำผิดในกฎหมายเดิม กมธ.มีความเห็นชอบที่จะแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องในร่างพ.ร.บ.นี้
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นี้ กมธ.ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาก่อนลงมติในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการใน 2 แนวทางคือ 1.ให้ป.ป.ช.ทบทวนปรับแก้หลักการและเหตุผลในการเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวให้มีลักษณะหลักการอย่างกว้าง เพื่ออนุวัติตามอนุสัญญา UNCAC รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่และประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินงานของ ป.ป.ช.ในส่วนจำเป็นเร่งด่วน โดยกรรมการป.ป.ช.ควรทบทวนบทบัญญัติในมาตราต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักการตลอดจนรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแก้ไขที่เกินหลักการแห่งร่างพ.ร.บ.
2.ทบทวนร่างพ.ร.บ.แล้วเสนอต่อสนช.อีกครั้ง ซึ่งอาจแยกออกเป็น 2 ฉบับ แยกสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังนี้ 1.ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ พ.ศ.... ในส่วนที่อนุวัติการตาม UNCAC 2.ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ พ.ศ.ในส่วนที่เป็นการเพิ่มอำนาจหน้าที่และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของป.ป.ช.ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน รวมทั้งในส่วนที่การแก้ไขคำผิดในกฎหมายเดิม ทั้งนี้ กมธ.เห็นด้วยที่ประธานป.ป.ช.ขอถอนร่างออกไปก่อน
จากนั้นนายสุรชัย ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า การอนุญาตให้ถอนร่างกฎหมายใดๆ นั้น ต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสนช.ข้อที่ 46 โดยที่ประชุมต้องยินยอม ซึ่งที่ประชุมสนช.ได้มีมติให้ป.ป.ช.ถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกไป
สนช.หนุนหนีคดีทุจริตไม่นับอายุความ
จากนั้น ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ฉบับที่…) พ.ศ .......โดยนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช.ชี้แจงหลักการและเหตุผล ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้เพื่ออนุวัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านทุจริต ค.ศ.2003 (United Nation Convention Against Courruption : UNCAC) และแก้ไขคำผิดในกฎหมายเดิม โดยแก้ไขให้เป็นไปตาม UNCAC ทั้ง 9 ประเด็น และแก้ไขคำผิด 1 ประเด็น อาทิ การแก้ไขจะแก้ไขเกี่ยวกับบทนิยามคำว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ” และ “เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ” เพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศรับสินบน รวมถึงเอกชนที่เกี่ยวข้อง ให้ป.ป.ช.มีอำนาจไต่สวนการกระทำความผิดที่อยู่ในอำนาจการไต่สวนของป.ป.ช. ซึ่งกระทำนอกราชอาณาจักร
นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมกรณีกระทำความผิดหลบหนีมิให้นับระยะเวลาที่จำเลยหลบหนีรวมเป็น 1 ของอายุความ และมิให้นำอายุความล่วงเลยการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98 มาบังคับใช้ กำหนดความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าที่หน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศผู้รับสินบน และเอกชนผู้ให้สินบน รวมถึงนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบน
นอกจากนี้ยังกำหนดให้การริบทรัพย์สินบน เนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายป.ป.ช.ครอบคลุมถึงทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ที่บุคคลได้มาจากการกระทำความผิด เพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สิน และหนี้สินให้ถูกต้อง ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมนอกจากจะเป็นไปตาม UNCAC แล้วยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันทั้งในภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
"เจตน์"ติดใจปมอายุความกระทำผิด
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช.อภิปรายว่า ตนสนับสนุนจากการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ UNCAC แต่ตนติดใจในเรื่องของอายุความในการกระทำความผิด เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ดี เพราะการที่ป.ป.ช.ส่งร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาในขณะนี้ ซึ่งถือว่า ป.ป.ช.เป็นคู่กรณีของทั้งอดีตนายกฯและอดีตรัฐมนตรีหลายคน จึงดูเหมือนกับเป็นการเช็กบิลหรือไม่
รวมไปถึงเรื่องการกำหนดให้ยึดทรัพย์ หากผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีคดี โดยมีความเชื่อว่า ทรัพย์สินที่โกงไปนั้นมีความคุ้มค่าที่จะหลบหนีคดี จึงรอระยะเวลาที่จะพ้นโทษเราจะดำเนินการอย่างไร จึงเห็นว่ามีข้อจำกัดในการหลบหนีคดีจะเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อเราให้สัตยาบรรณกับ UNCAC แล้วในประเทศอื่นๆ กรณีที่ผู้หลบหนีคดีไปประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญา UNCAC จะมีปัญหานี้หรือไม่
ด้านนายปานเทพ ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในประเทศคงไม่มีปัญหา แต่เราดำเนินการไปโดยที่มีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายเฉพาะที่ทำเรื่องนี้จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้ป.ป.ช.สามารถดำเนินการได้ ส่วนเรื่องอายุความเราไม่ได้แก้หลักการแต่แก้ให้ตรงกับพันธกรณี UNCAC ซึ่งเราจะใช้ช่องว่างตรงนี้ให้อายุความเดินไปเรื่อยๆ เมื่อเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว คนที่สุจริตก็จะเข้ามาสู่กระบวนการได้ แต่คนที่ทุจริตก็จะอาศัยช่องว่างนี้ไม่ได้
ส่วนเรื่องยึดทรัพย์สินมูลค่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถือเป็นหลักสากล ยืนยันว่ากฎหมายนี้ทำขึ้นเพื่อให้ป.ป.ช.สามารถทำงานได้ในฐานะที่เราเป็นหน่วยงานเฉพาะ ทำงานด้านนี้ ซึ่งได้ประสานการทำงานกับอัยการสูงสุดอยู่แล้ว
สนช.นับหลักการวาระแรกเพิ่มอำนาจป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า สมาชิกสนช.ส่วนใหญ่จะตั้งข้อสังเกตเรื่องการหมดอายุความ หากผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีคดีไปต่างประเทศจะดำเนินการอย่างไร และมีมาตรการอะไรในการป้องกันอุดช่องว่างอย่างไร ซึ่งนายปานเทพ ชี้แจงย้ำว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะเน้นเรื่องการทุจริตและเรื่องอายุความ อย่างไรก็ตาม ภายหลังสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นแล้วที่ประชุมมีมติรับหลักการวาระแรกด้วยคะแนน 172 ต่อ 5 งดออกเสียง 10 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาจำนวน 21 คน
แก้ก.ม.ธรรมนูญศาลทหารฉลุย
ขณะเดียวกันที่ประชุม สนช. ที่มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 เป็นประธาน ยังได้มีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนน 179 งดออกเสียง 5 ผ่านร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่...)พ.ศ. ในวาระ 3 และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้รมว.กลาโหม มีอำนาจออกข้อบังคับ และระเบียบเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายนี้ และกำหนดให้ระเบียบราชการของศาลทหาร และอัยการทหารต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ตุลาการพระธรรมนูญ และอัยการทหารได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งตามระเบียบที่กระทรวงกลาโหมกำหนด กำหนดให้คดีที่ต้องดำเนินในศาลเยาวชน และครอบครัวเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
กำหนดให้ศาลจังหวัดทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย เว้นแต่คดีที่จำเลยมียศทหารชั้นสัญญาบัตร กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทหารมีอำนาจสั่งควบคุมผู้ต้องหา ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็น ให้ศาลทหารตั้งทนายให้แก่จำเลย กำหนดให้การพิพากษาคดีของศาลทหารสอดคล้องกับมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และแก้ไขการบังคับคดีในกรณีหญิงมีครรภ์ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตโดยกำหนดให้รอการประหารชีวิตไว้ก่อนจนกว่าจะพ้นกำหนดสามปีนับแต่คลอดบุตรแล้วให้ลดโทษประหารชีวิตลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช. ได้แสดงความเป็นห่วงในร่างแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 46 ของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และนพ.เจต ศิรธรานนท์ ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อมวลชน และประชาชนให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการเพิ่มอำนาจให้ศาลทหารมีอำนาจครอบคลุมพลเรือนและสามารถฝากขังผู้ต้องหาได้ภายใน 84 วัน โดย พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล ประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า ตามหลักการผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งคุมตัวได้ ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ซึ่งในร่างพ.ร.บ.นี้ จะเขียนให้มีความชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้ไม่มีเรื่องพลเรือนทั่วไปมาขึ้นศาลทหารโดยเด็ดขาด ยกเว้นกรณีที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มีประกาศให้คดีหมิ่นสถาบัน และคดีที่เป็นภัยความมั่นคง เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร




