วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ร่างรธน.เคาะหลักปฏิรูปฯล้มตั้งองค์การบริหารภาค

กมธ.ร่างรธน.เคาะหลักปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน ล้มตั้งองค์การบริหารภาค หลังถูกท้วงจนเป็นเป้าโจมตี ให้เปลี่ยนเป็น “องค์การบริหารการพัฒนาภาค”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ได้บทบัญญัติของหมวด 2 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ส่วนที่ 5 การปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ที่รอการพิจารณา คือ “(6) ว่าด้วยการให้มีองค์การบริหารภาคเป็นราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการบริหารงานของหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ จัดทำแผนพัฒนาภาคที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ ประสานการบริหารงานระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืนของหน่วยงานของรัฐในระดับพื้นที่ซึ่งครอบคลุมหลายจังหวัดในเขตภาค และให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแผนพัฒนาภาค ตลอดจนคำปรึกษาและข้อเสนอแนะอย่างเคร่งครัด และเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานขององค์การบริหารภาค จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ งบประมาณ และบุคลากรของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นให้องค์การบริหารภาครับผิดชอบดูแลก็ได้” เนื่องจากมีการนำบทบัญญัติดังกล่าวไปวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีผลบังคับให้เกิดการยุบหรือยกเลิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ. ได้ และมี กมธ.บางคณะของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เชิญ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไปซักถามจนสร้างความอึดอัด และกังวลว่าจะถูกนำไปขยายผลต่อสังคมและกระทบต่อการทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญได้

โดยทางอนุกมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติฯ ได้ชี้แจงเจตนารมณ์ที่สำคัญ คือ ต้องการให้มีองค์กรกลางเพื่อทำหน้าที่พัฒนาจังหวัดในภูมิภาค โดยไม่กระทบต่อการบริหารส่วนภูมิภาคหรือท้องถิ่นภายใต้กลไกปกติที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยหน้าที่สำคัญ คือการกำกับดูแล หน่วยงานรัฐในพื้นที่ให้มีการพัฒนาที่สอดคล้องกับการพัฒนาตามแผนพัฒนาของประเทศทั้งหมด ขณะที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้อภิปรายและแสดงความเห็นว่า องค์การบริหารภาค ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ รวมถึงอำนาจตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ งบประมาณ และบุคลากรของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นให้องค์การบริหารภาครับผิดชอบดูแลก็ได้นั้น ถ้าพิจารณาในทางปกครองคือหมายถึงต้องมีผู้ว่าองค์การบริหารภาค และอาจเกิดข้อถกเถียงถึงความซ้ำซ้อนของการปฏิบัติหน้าระหว่างองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบันได้ ทำให้ที่ประชุมได้ลงความเห็นและแก้ไขถ้อยคำ เปลี่ยนองค์การดังกล่าวเป็น “องค์การบริหารการพัฒนาภาค” และกำหนดนิยามหน้าที่ที่ชัดเจน คือ ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานส่วนจังหวัด หรือท้องถิ่นที่ทำอยู่เดิม และไม่มีอำนาจบังคับบัญชาเหนือนจังหวัดและท้องถิ่น ขณะที่การทำงานต้องเน้นการพัฒนา ผนึกกำลังของหน่วยงานราชการที่กระจายอยู่ในภูมิภาค ขณะที่งบประมาณ นั้นจะมีการยกเลิกงบประมาณพัฒนาจังหวัด และจัดสรรเป็นงบประมาณพัฒนาภาคแทน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริงแบบบูรณาการงานร่วมกัน เช่น ระบบขนส่ง ทั้งนี้วิธีดังกล่าวคาดว่าจะป้องกันการทุจริตที่เกิดขึ้นภายในการบริหารส่วนท้องถิ่น ที่เดิมมีการจัดสรรเป็นรายภาคตามความต้องการของผู้บริหารฝ่ายการเมือง และไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เช่น ใช้งบพัฒนาจังหวัดไปขุดลอกคูคลอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับที่มา หรือคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์การบริหารการพัฒนาภาค นั้นจะไม่ใช่นักปกครอง แต่ต้องเป็นนักพัฒนา โดยที่ประชุมได้ยกรูปแบบของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ อีสเทิร์นซีบอร์ด มาพิจารณาและให้กรอบความเห็นเบื้องต้นต่อการยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์การฯ คือ ในองค์การบริหารการพัฒนาภาค อาจแบ่งได้เป็น 8–10 ภาค และเลือกจังหวัดที่เป็นศูนย์กลาง และไม่มีผลให้เกิดการใช้งบประมาณที่เพิ่มเติม มีคุณสมบัติการเลือกผู้บริหารที่เหมาะสมกับการพัฒนาแต่ละพื้นที่ โดยไม่จำกัดอยู่ที่ว่าเป็นนักปกครอง หรือตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดในภูมิภาคนั้น ขณะที่บุคลากรจะดึงจากหน่วยราชการในภูมิภาค ในท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมมาทำงาน โดยไม่มีการเพิ่มตำแหน่งแต่อย่างใด