วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุวพันธุ์'รอมติเถรสมาคมปาราชิก'ธัมมชโย'

"สุวพันธุ์"แจงปม"ธัมมชโย"ปาราชิกหรือไม่ ต้องรอมติเถรสมาคม ด้าน"ไพบูลย์"ยกพระลิขิตพระสังฆราชปาราชิกแน่

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพระธรรมชโยต้องโทษปาราชิกตามในพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ในประเด็นข้อกล่าวหาว่าพระธัมมชโยยักยอกที่ดินของวัดธรรมกายเป็นของตน ว่า พระลิขิตทั้ง 6 ฉบับนั้นไม่ได้ถึงสำนักพระพุทธศาสนาตอนนั้นยังไม่มีสำนักพุทธฯ ตนขออธิบายว่าพระลิขิตทั้งหมดนั้นเคยถูกนำพิจารณาในพระมหาเถรสมาคม(มส.)มาแล้วตั้งแต่ปี 2542 และตนก็เห็นในพระลิขิตฉบับที่ 3 ที่พูดถึงปาราชิก แต่ยังไม่เห็นผลการประชุมในเรื่องนี้ ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทางมส.จะประชุม ซึ่งตนทราบว่าจะพิจารณาในเรื่องของพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช และดูถึงเรื่องวัดพระธรรมกายและเจ้าอาวาสด้วย อยากให้รอทางมส.มีผลการประชุมอย่างไร ทางฝ่ายรัฐบาลก็ดำเนินการอยู่

นายสุวพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตนขอเรียนว่าเดิมทีเรื่องดังกล่าวมี 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องที่ดิน เป็นคดีฟ้องร้องและต่อมา อัยการถอนฟ้องไปในปี 2549 และอีกเรื่อง คือ ความผิดนี้เป็นปาราชิกหรือไม่ ก็ยังไม่มีมติออกมาที่ชัดเจน ทั้งนี้โทษปาราชิกนั้นเหมือนเป็นโทษประหารชีวิตสำหรับพระสงฆ์ เพราะว่าหากต้องโทษปาราชิกแล้วก็ไม่สามารถกลับมาบวชได้ อย่างไรก็ตามตนเรียนว่าไม่ใช่เรื่องที่ฆราวาสจะชี้ขาด เป็นเรื่องขงคณะสงฆ์จะชี้ความผิดต่างๆ ฝ่ายรัฐบาลเพียงอำนวยความสะดวก

"ผมเรียนอย่างนี้ว่า ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่ในการส่งเสริมและปกป้องพระพุทธศาสนา อะไรที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสียหายเราก็ต้องป้องกัน แก้ไข กับส่งเสริมให้ได้รับความศรัทธาเชื่อถือจากประชาชน" นายสุวพันธุ์กล่าว

เมื่อถามว่าทางมส.ได้ชี้แจงหรือไม่ว่าทำไมทิ้งเรื่องไว้เนิ่นนาน หลังจากได้รับพระลิขิต นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องไปดูเนื้อหามติของมส.ช่วงปี 2542 แต่ตนขอเวลาไปศึกษาดูแล้วจะมาเรียบเรียงให้เข้าใจว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร เพราะเกรงว่าพูดตอนนี้จะพูดผิด

เมื่อถามว่า กรณีการรับเงินจากสหกรณ์ยูเนี่ยน คลองจั่น ที่ฉ้อโกงมา ถือว่าปาราชิกหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าคดีสหกรณ์ยูเนี่ยนคงกำลังทำอยู่ ต้องดูว่าผิดทางสงฆ์อย่างไรต่อไป

"ยืนยันว่าทางฝ่ายรัฐบาล ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในเรื่องของการปกป้องและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ทุกอย่างควรจะมีข้อยุติ แต่บอกไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร บางเรื่องต้องให้ทางพระมหาเถรสมาคม ผมเข้าใจว่าทางพระผู้ใหญ่ท่านเองก็อยากปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้เสื่อมเสีย" นายสุวพันธ์กล่าว

เมื่อถามว่าจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วหรือไม่ นายสุวพันธุ์กล่าวว่าเรื่องปาราชิกเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระทุกรูป จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง

ยกพระลิขิต"พระสังฆราช" อ้าง"ธัมมชโย"ปาราชิกแน่  

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูป แนวทางและมาตรการปกป้อง พิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา กล่าวถึงกรณีของพระธัมมชโย(ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย ถือเป็นปัญหาต่อกิจการพุทธศาสนาในประเทศไทย ทั้งนี้การประชุมครั้งที่ 2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) ที่ประชุม จึงได้เชิญตัวแทนจากสำนักพระพุทธศาสนา ซึ่งมากันทั้งหมด 10 คนเข้ามาร่วมประชุมด้วย โดยมีการหารือถึงพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งมีจำนวน 5 ฉบับว่ามีความเป็นมาอย่างไร

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทางตัวแทนจากสำนักพระพุทธศาสนา ได้นำเอกสารมายืนยันว่าพระลิขิตที่เข้าสู่ระบบนั้น มีจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่พระลิขิตที่เข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 26 เม ย. 2542 ,วันที่ 1 พ.ค. 2542 และ วันที่ 10 พ.ค. 2542 ซึ่งทั้ง 3 ฉบับนั้นได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถระสมคมเมื่อวันที่ 10 พ.ค. และที่ประชุมมหาเถรสมาคมรับรองพระดำริทั้ง 3 ฉบับ จึงหมายความว่าพระลิขิตทั้ง 3 นั้นเป็นของจริง ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทางมหาเถรสมาคมก็จะต้องปฏิบัติตาม

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สาระสำคัญของพระลิขิตทั้ง 3 ฉบับนั้น ในฉบับวันที่ 26 เม.ย. สมเด็จพระสังฆราชได้ชี้ให้เห็นว่าการกระทำของพระธัมมชโย เป็นการกระทำที่บิดเบือนต่อคำสอนพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่พระสงฆ์ เป็นความผิดตามอนันตริยกรรม ต้องโทษปาราชิก และในกรณีที่นำเอาที่ดินที่มีการบริจาคมอบให้วัดไปเป็นของตัวเองนั้นก็ต้องปาราชิก พ้นจากความเป็นพระไปในทันทีเช่นกัน

นายไพบูลย์ กล่าวว่า จากนั้นในวันที่ 1 พ.ค. ตนเข้าใจว่าทางมหาเถรสมาคมมีการประชุมแต่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ เพราะไปมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ดังนั้นในพระลิขิตในวันที่ 1 พ.ค. จึงมีเนื้อหายืนยันว่าเป็นกรณีของวัดพระธรรมกาย แต่ก็ยังไม่ชัดเจน สมเด็จพระสังฆราชจึงมีพระลิขิตฉบับวันที่ 10 พ.ค. มีเขียนไว้เป็นข้อสังเกตความว่า เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งคำว่าอดีตในพระลิขิตนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าทางสมเด็จพระสังฆราชเห็นว่าพระธัมมชโยไม่ใช่พระแล้วจึงใช้คำนี้ ดังนั้นเมื่อมติมหาเถระสมาคม ได้มีมติรับรองพระลิขิตทั้ง 3 ฉบับแล้วนั้น ก็ต้องมีผลปฏิบัติให้เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าพระธัมมชโยก็ยังสามารถห่มเหลืองได้ และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้รับการเลื่อนสมณยศด้วย

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าถ้าหากมีการดำเนินการให้พ้นจากความเป็นพระตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นตนในฐานะที่จะต้องตรวจสอบ แนวทางมาตรการปกป้องพระพุทธศาสนา ก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่สามารถทำความชัดเจนได้โดยผ่านทางมหาเถรสมาคมกรณี พ.ร.บ.สงฆ์ ก็แสดงว่า พ.ร.บ.สงฆ์ ฉบับ พ.ศ. 2505 น่าจะมีปัญหา ต้องนำมาปรับปรุง แต่ก็เชื่อว่ามหาเถรสมาคม จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนแนวทางนั้น คณะกรรมการกำลังรวบรวมข้อมูลต่างให้ครบถ้วนๆ และทำเรื่องส่งไปยังมหาเถรสมาคมต่อไป เช่น ในสัปดาห์หน้าจะเชิญสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอข้อมูลการนำเงินของประชาชน ที่ฝากไว้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไปให้กับวัดพระธรรมกาย ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร จากนั้นจะดำเนินการสรุปและส่งไปยังมหาเถรสมาคม สำนักพระพุทธศาสนา และส่งไปยังนายกรัฐมนตรีต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเป็นพระของพระธัมมชโยหมดไปหรือยัง หรือต้องมีกระบวนการชี้ขาดอีก นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพระธรรมวินัย เมื่อพ้นจากความเป็นพระก็ถือว่า มีผลในทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าพ้นจากความเป็นพระ กรณีที่รับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ก็จะถือว่าไม่ได้รับในนามของศาสนา จะเข้าข่ายกรณีฆราวาสหรือไม่ นายไพบูลย์ ตอบว่า ก็แน่นอน ถ้าอย่างนั้นจะมี 2 ความผิด คือ ตามประมวลกฎหมายอาญา เรื่องการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ส่วนกรณีสหกรณ์คลองจั่น ถ้าไม่ใช่พระสงฆ์ ก็จะเป็นความผิดฐานร่วมกันกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ ก็ต้องไปหาข้อสรุปกันอีกที อย่างไรก็ตามคณะกรรมการจะศึกษาแนวทาง มาตรการ หากพบประเด็นที่จะทำให้มีผลเสียต่อกิจการพระพุทธศาสนา ทางคณะกรรมการก็จะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ส่งเรื่องไป ปปง.นั้นครอบคลุม รวมถึงกรณีที่พระสงฆ์พ้นจากความเป็นสงฆ์ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับคดีที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนด้วยหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า การเชิญ ปปง.มาพบในวันจันทร์ก็จะถามเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน กรณีของพระธัมมชโยซึ่งรวมถึงพระอีก 1 รูปในวัดธรรมกายซึ่งเป็นพระครูปลัด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการชี้มูลและมีความผิดจริง จะส่งผลไปถึงการยุบวัดพระธรรมกายหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่ดีคือทางพุทธศาสนิกชนที่ไปปฏิบัติธรรมในวัดพระธรรมกาย จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมวินัยและสมเด็จพระสังฆราชได้ทรงชี้แล้วว่า พระธัมมชโยบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อพระธัมมชโยไม่ได้เป็นพระแล้ว ตนเชื่อว่าวัดพระธรรมกายคงเปลี่ยนแปลงการสอนให้กลับไปตามแนวพุทธบัญญัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนที่เข้าไปปฏิบัติธรรมในวัดธรรมกายต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากกรณีศึกษาของวัดพระธรรมกาย การคิดประเด็นเรื่องการปฏิรูปในการแก้ไขปัญหาศาสนา มีประเด็นอะไรที่จะป้องกันเหตุเหล่านี้ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เราคงมองกลไก เพราะหลักใหญ่แล้ว กิจการพระพุทธศาสนาคงจะต้องกลับไปยึดตามพุทธบัญญัติ หรือพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าพระราชทานมา เพราะเราเป็นพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ดังนั้นต้องกลับไปดูทั้งในเรื่อง 1.เงินของพระสงฆ์และเงินของวัด เพราะยังมีเรื่องความไม่ชัดเจนในเรื่องการถือครอง และจะถือครองได้อย่างไร จะเปิดเผย ตรวจสอบได้หรือไม่ กรณีีนี้จะต้องกำหนดให้ชัดเจนเรื่องเงินของวัดและเงินของพระ

นายไพบูลย์ กล่าวว่า 2.เป็นเรื่องที่เป็นปัญหามาโดยตลอด ทุกวัดและทุกพระสงฆ์มักอ้างพระธรรมวินัย แต่ความจริงแล้ว พระธรรมวินัยกับพุทธบัญญัติมีเพียงหนึ่งเดียว และเป็นส่วนของพระไตรปิฎก ในส่วนของพุทธบัญญัติ ดังนั้นจึงจำเป็นยิ่งที่จะต้องมีองค์กรเข้ามาตีความตรงนี้ให้ชัดเจน ซึ่งเดิมเป็นหน้าที่มหาเถรสมาคม แต่ดูแล้วน่าจะยังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงในส่วนนี้ 3.การดูแลกิจการพระพุทธศาสนา ที่อยู่ตามวัดในต่างจังหวัดทั้งประเทศ ซึ่งมี 40,000 วัด ซึ่งยังขาดการมีส่วนร่วมประชาชนในโครงสร้างของ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 อำนาจของแต่ละวัดอยู่ ที่เจ้าอาวาสเพียงผู้เดียวซึ่งขัดต่อหลักธรรมวินัย ดังนั้นต้องปฏิรูปให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการดูแลวัด ให้อุบาสกอุบาสิกาซึ่งเป็นพุทธบริษัท เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของศาสนาในแต่ละวัดด้วย

ผู้สื่อข่าวถาม ถึงการตั้งองค์กรมาดูแลว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในส่วนของการพิจารณาโครงสร้างต่างๆ แล้วนำมาสู่การแก้ไขปัญหาจะเป็นรูปแบบใด แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้มีปัญหามาก ปัจจุบันมหาเถรสมาคมทำหน้าที่ทั้ง 3 ด้าน คือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติในวงการพระสงฆ์ ซึ่งทางมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรที่ตั้งตามบทบัญญัติของกฎหมายการมีอำนาจรวมทั้ง 3 แบบในองค์กรเดียวกัน อาจจะไม่มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ดังนั้นก็อาจจะต้องปรับปรุงในส่วนนี้ด้วย