สนช.รับหลักการกฎหมายลดคดีในศาลฎีกา "วิษณุ"แจงเหตุคดีในศาลฎีกามีมากแต่ผู้พิพากษาน้อย แค่วางหลักเกณฑ์คดีขึ้นสู่ศาลสูงสุด
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้พิจาณาร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่...) พ.ศ... (แก้ไขเพิ่มเติมการอุทธรณ์ฎีกา ) ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
สำหรับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ในการนำคดีแพ่งขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา จากเดิมที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนการฎีกา ไม่สามารถกลั่นกรองคดีที่ไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาเกิดความล่าช้า โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์ของคดีที่จะสามารถนำมาพิจารณาในศาลฎีกาจำนวน 6 ข้อ ได้แก่ 1.ปัญหาเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ 2.เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา 3.คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญ ซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน
4.เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น 5.เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย และ 6.ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ซึ่งการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับองค์คณะผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ประกอบด้วย รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอย่างน้อย 3 คน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า หลักในการนำขึ้นศาลฎีกาที่ผ่านมา มักจะใช้ระบบสิทธิที่คู่ความสามารถนำคดีไปสู่ศาลฎีกา ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะมีหลักการในการนำคดีขึ้นฎีกาผ่านระบบการให้อนุญาตโดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาเอง แต่ยืนยันว่าระบบการให้อนุญาตลักษณะนี้ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิของประชาชนหรือคู่ความในการสู้คดีที่ศาลฎีกา ระบบ3ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และ ศาลฎีกา ยังอยู่เหมือนเดิมทุกประการ ไม่ได้ตัดตอนเหลือแค่สองศาลแต่อย่างใด
"ผู้พิพากษาศาลฎีกามีจำนวนน้อยประมาณ 140 คน แต่มีปริมาณคดีที่ขึ้นไปศาลฎีกาสะสมจำนวนมากประมาณ 20,000 ถึง 25,000 คดี การเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคดีที่คั่งค้างและจำนวนคดีไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ เพราะต้องคำนึงถึงคุณภาพของบุคคลด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาแนวทางบรรเทาคดีที่จะขึ้นไปที่ศาลฎีกา เช่น คดีที่ไม่เป็นสาระ คดีที่ไม่ได้มีความสำคัญ คดีที่ประวิงเวลา ถ่วงเวลา เพื่อให้ได้ชื่อว่าสู้กัน 3 ศาล ยืดเวลาที่จะบังคับคดี"นายวิษณุ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช.ได้ท้วงติงและสอบถามถึงความชัดเจนจากรัฐบาลว่า การออกกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการกระทบสิทธิของประชาชนหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาได้รับรองการใช้สิทธิของประชาชนในการสู้คดีในชั้นศาลฎีกา ซึ่งนายวิษณุ ชี้แจงว่า ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญของสนช.สามารถปรับปรุงให้เหมาะสม และสอดคล้องกับความจำเป็นได้ ซึ่งรัฐบาลและสำนักงานยุติธรรมพร้อมจะให้ความร่วมมือต่อไป จากนั้นที่ประชุมได้มีมติรับหลักการวาระแรกด้วยคะแนน 168 ต่อ 9เสียง ไม่เห็นด้วย 9 เสียงและงดออกเสียง13 เสียง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญิจารณาจำนวน 21 คน แปรญัตติภายใน 15 วัน





