วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สปช.สื่อ'แจงงานปฏิรูปสื่อไม่ได้ถูกล้มกระดาน

"ประดิษฐ์" สปช.ด้านสื่อ แจงงานปฏิรูปสื่อไม่ได้ถูกล้มกระดาน ชี้มี5มาตรเกี่ยวกับสื่ออยู่ในร่างรธน.ในส่วนของหมวดเสรีภาพฯ

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านสื่อสารมวลชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยโดยยืนยันว่า การปฏิรูปสื่อเดินหน้าต่อไปยังไม่มีการล้มกระดานแต่อย่างใดตามที่เป็นข่าว ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่สิบแปด โดยยังคงอยู่ในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด2 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ และที่ประชุมได้พิจารณาในส่วนที่ 8 ว่าด้วยการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน


นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงคือกรรมาธิการปฏิรูปสื่อมวลชนได้รับการบ้านว่าจะมีกฎหมายอะไรบ้างที่จะนำไปใส่ไว้ในส่วนการปฏิรูป ก็ได้เสนอกฎหมายไปทั้งหมด 5 ฉบับตามที่เป็นข่าวเพราะต้องการเห็นเจตนารมย์ที่ชัดเจนในเรื่องที่ต้องทำในการปฏิรูปสื่อในครั้งนึ้ แต่เมื่อกรรมธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณากลับเห็น ว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องนำมาเขียนไว้ในหมวดปฏิรูปอีกแล้วเพราะได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวเสรีภาพสื่อมวลชนในร่างมาตรา49 , 50 และ51 แล้ว สามารถไปยกร่างกฎหมายได้เลย โดยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลระบุเวลาไว้ว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่เกี่ยวกับสื่อต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด


นายประดิษฐ์ ระบุอีกว่า ที่สำคัญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เชิญนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และตนไปชี้แจงอะไร แต่พวกเราทราบข่าวก็ตั้งใจไปฟังกัน แต่กรรมาธิการยกร่างฯเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นได้ในประเด็นเรื่องสื่อ เมื่อได้ฟังคำชี้แจงนายมานิจ สุขสมจิต นายวสันต์ และตน เมื่อได้ฟังคำชี้แจงแล้วก็ไม่ติดใจที่จะต้องเขียนกฎหมายเหล่านี้มาเขียนไว้ในหมวดปฏิรูปอีก และนอกจากนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังให้โอกาสให้กรรมาธิการปฏิรูปสื่อมวลชนสามารถนำเสนอเรื่องปฏิรูปสื่อไว้ในส่วนปฏิรูปได้อีกหากมีประเด็นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง


นายประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญที่ต้องนำไปตราเป็นกฎหมายมีดังต่อไปนี้ 1.มาตรา49วรรค 5 ที่ระบุว่า เจ้าของกิจการสื่อมวลชนต้องเป็นพลเมืองและพลเมืองไม่อาจเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนหรือผู้ถือหุ้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หลายกิจการ ในลักษณะที่อาจมีผลเป็นการครอบงำ ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือความคิดเห็น ต่อสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน

ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 2. มาตรา51วรรค4 ระบุว่า เจ้าของกิจการตามมาตรานี้ ต้องเป็นพลเมือง และต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่อาจมีผลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 ด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 3. ร่างมาตรา 49 วรรค7 ระบุว่ารัฐจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเพื่ออุดหนุนกิจการสื่อมวลชนของเอกชน มิได้ การซื้อโฆษณาหรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐ จะกระทำได้ก็แต่เฉพาะโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อการนั้น

4.ร่างมาตรา 50 วรรค4 ระบุว่า ให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพ เพื่อคุ้มครองสวัสดิการของบุคคลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชนตามาตรา 49 ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ และพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพตามมาตรา 49 แต่ไม่ตัดสิทธิผู้นั้นที่จะฟ้องคดีต่อศาล5. ร่างมาตรา51วรรค2

ระบุว่า ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่งและกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยต้องคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น คำนึงถึงบุคคลด้อยโอกาส ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และ ประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ