ครม.อนุมัติ อ.ส.ย.ใช้เงิน “บัฟเฟอร์ฟันด์” อีก 6,000 ล้านบาท รับซื้อยางเข้าสต็อกหวังดันราคาในอีก 3 เดือนข้างหน้า คาดยางแตะกิโลกรัมละ 65 บาท
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วานนี้(18ก.พ.) ว่าที่ประชุมอนุมัติให้องค์การสวนยาง(อ.ส.ย.) เบิกเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้ตามเงินกองทุนของมูลภัณฑ์กันชน (บัฟเฟอร์ฟันด์) วงเงิน 6,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้ทั้งหมด 20,000 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อยางแผ่นดิบและแผ่นดิบรมควัน วงเงิน 4,000 ล้านบาท โดยให้ อ.ส.ย.เป็นผู้รับซื้อจนกว่าจะปิดกรีด ส่วนวงเงินอีก 2,000 ล้านบาท อ.ส.ย.จะนำไปซื้อน้ำยางสดและยางก้อนถ้วยจากเกษตรกรเพื่อพยุงราคาให้สูงขึ้น
โดยราคาเป้าหมายสำหรับฤดูเปิดกรีดหน้าในระยะเวลาอีกประมาณ 3 เดือน มีเป้าหมายว่ายางแผ่นดิบจะอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 65 บาท/กิโลกรัม และน้ำยางดิบอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนรายละเอียดและวิธีดำเนินการจะนำเข้าหารือคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ในวันที่ 19 ก.พ.นี้
นายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าที่ประชุมครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอ 3 เรื่อง1.การยืดอายุโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง ที่เป็นโครงการของรัฐบาลที่ซื้อยางมาเก็บไว้ 2.1 แสนล้านบาท เพื่อให้มีเวลาในการบริหารจัดยางยางในสต็อกรัฐบาลก่อนที่จะปิดบัญชี และระบายยางออก 2.อนุมัติวงเงิน 4,000 ล้านบาท ให้กองทุนมูลภัณฑ์กันชนซื้อยางแผ่นและยางแผ่นรมควันเข้าสต็อก อ.ส.ย.เพื่อแปรรูปและระบายขายยางออกในเวลาที่เหมาะสม โดยโครงการมูลภัณฑ์กันชน เดิมได้เบิกเงินแล้ว 6,000 ล้านบาท ครั้งนี้เพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท คาดว่าเมื่อถึงฤดูปิดกรีดยางวันที่ 28 ก.พ.นี้ น่าจะได้ยางปริมาณ 2.3- 2.5 แสนตัน และ 3.ครม.ยังให้นำเงินอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อน้ำยางสดและยางก้อนถ้วยจากเกษตรกร ราคาที่เกษตรกรขายได้เพิ่มขึ้น ขณะนี้ชาวสวนยางมีปัญหาขายน้ำยางได้ต่ำกว่าราคา 40 บาทต่อกิโลกรัม
“หลังจากฤดูการปิดกรีดกระทรวงเกษตรจะมีเวลาประมาณ2เดือนครึ่งขึ้นจะเป็นฤดูผลัดใบที่จะไม่กรีดยางรัฐบาลจะหารือและทำความเข้าใจกับชาวสวนและทบทวนมาตรการต่างๆที่ทำไปว่าเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใดเพื่อปรับปรุงมาตรการต่างๆให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”นายอำนวย กล่าว
นายอำนวย กล่าวถึงกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องนายทุนรายใหญ่ เข้ามาฉวยโอกาสรับเงิน หรือเข้าร่วมโครงการยางพาราของรัฐบาล ทั้งการขายยางราคาสูงแทนที่ชาวสวยรายจะได้ประโยชน์ กลับส่งผลให้รายใหญ่ที่ร่ำรวยจากโครงการรัฐ กระทรวงเกษตรฯจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อลงฟื้นที่และตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอความร่วมมือกับทหาร เพื่อร่วมทำงานลงพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรเพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้รัฐบาลมีเวลา 2 เดือนครึ่งที่จะทบทวนมาตรการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยจะนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) วันนี้(19ก.พ.) ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนฤดูกรีดยางหน้าในเดือน พ.ค.2558-ก.พ.2559
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ อ.ส.ย.ขยายเวลาการชำระเงินกู้คืนให้กับ ธ.ก.ส.จากเดิมต้องชำระคืนในวันที่ 31 ธ.ค.2558 ออกไปเป็น 31 พ.ค.2559 โดยให้กระทรวงการคลังขยายเวลาในการค้ำประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส.ออกไปก่อนพร้อมทั้งชดเชยต้นทุนเงินกู้ FDR+1 ให้กับ ธ.ก.ส.และให้ อ.ส.ย.บริหารจัดการสต็อกยาง ของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพยางพารา ทั้งนี้ให้สำนักงบประมาณตั้งงบชดเชย หากโครงการขาดทุนและระหว่างรอการค้ำประกันเงินกู้ให้กับ ธ.ก.ส.วงเงิน 135 ล้านบาท ใช้เงินจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นต่อไป




