ร่างรธน.ผ่านหลักการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงาน วางระบบปฏิรูปโดยยึดการพัฒนาที่ยั่งยืน
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด2 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ ช่วงบ่าย ได้เข้าสู่การพิจารณาในส่วนที่ 9 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีสาระสำคัญคือ มาตรา (4/1/9)1 ให้มีการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผังเมืองตามหลักธรรมาภิบาล การเข้าถึง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมวางหลักการปฏิรูปไว้ 4 แนวทาง คือ 1.ปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร กฎหมาย และประมวลกฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้องและการผังเมือง อาทิ การจัดการทรัพยากรที่ดิน การจัดการทรัพยากรน้ำ พื้นที่คุ้มครองทางทะเลการจัดการขยะอิเลคทรอนิกส์และไฟฟ้า, 2.มีกลไกจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และประเมินผลผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ กองทุนสิ่งแวดล้อม การจัดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่ในทะเล รวมถึงการประเมินผลสิ่งแวดล้อมตามยุทธศาสตร์ นโยบาย แผนพัฒนาทางพื้นที่ 3.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยคำนวณต้นทุนตามความเสียหายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกบังคับคดีสิ่งแวล้อม และ 4.ปรับปรุงกลไกและกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอใมให้ประชาชนและชุมชนมีสวนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาในรายละเอียดและปรับถ้อยคำให้มีความเหมาะสม ชัดเจนมากขึ้น โดยไม่ปรับสาระสำคัญของบทบัญญัติที่เสนอ
จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณา ส่วนที่ 11 ว่าด้วยการปฏิรูปด้านแรงงาน โดยมีสาระสำคัญของบทบัญญัติที่เสนอ คือ มาตรา (4/1/11)1 การปฏิรูปแรงงานต้องเป็นไปตามหลักการคือ 1.กำหนดกลไก ปรับปรุง หรือตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิของผู้ทำงานหรือผู้ใช้แรงงานให้สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง และ 2.ตั้งธนาคารแรงงานหรือกองทุนแรงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
ทั้งนี้สาระสำคัญคือเพื่อเป็นไปตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะการรับรอสิทธิแรงงานตามองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) กำหนดไว้ในอนุสัญญา ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมควรและคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง หลังจากที่อนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับนั้นในประเทศไทยยังไม่ได้ดำเนินการ โดยเฉพาะการให้สัตยาบัน อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้ท้วงติงว่า อนุสัญญาไอแอลโอทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน การระบุบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการบังคับให้รัฐบาลดำเนินการ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นหากจะให้การคุ้มครองสิทธิแรงงานในการรวมตัว หรือเจรจาต่อรอง ต้องปรับใหม่ เป็น “กำหนดกลไก ปรับปรุง หรือตากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิผู้ใช้แรงงาน เพื่อรับรองเสรีภาพ ในการสมาคม และในการรวมตัว ร่วมเจรจาต่อรองให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ” โดยเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองแรงงานชาวไทยเท่านั้น
ขณะที่ประเด็นธนาคารแรงงาน ที่ประชุมได้ถกเถียงว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะตามเหตุผลของการเสนอเพื่อให้มีแหล่งเงินหรือกองทุนที่ผู้ใช้แรงงานสามารถเข้าถึงได้ง่าย และลดปัญหาของการกู้เงินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยที่สูง โดยมีผู้ที่เห็นว่าควรยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวและแก้ปัญหาของการเข้าถึงแหล่งเงินสำหรับผู้ใช้แรงงาน โดยให้ธนาคารของรัฐที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบัน เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย มีนโยบายที่สนับสนุนความต้องการของกลุ่มผู้ใช้แรงงานดังกล่าวจะเหมาะสมมากกว่า อีกทั้งการจัดตั้งธนาคารใดๆ ต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพด้วย เพราะที่ผ่านมาธนาคารเฉพาะกิจที่จัดตั้งและขาดการบริหารจัดการที่ดี เช่น เอสเอ็มอีแบงค์ ทำให้มีปัญหอย่างมาก แต่ผู้ที่ต้องการให้คงอยู่เห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นการปฏิรูปและแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งการตั้งธนาคารดังกล่าวได้มีการศึกษาและแผนดำเนินการไว้แล้ว หากไม่รับข้อเสนอดังกล่าวอาจทำให้มีผลกระทบต่อการทำงานและยากที่จะชี้แจงต่อกลุ่มผู้ใช้แรงงานให้เข้าใจได้ ในท้ายสุด กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติให้คงบทบัญญัติว่าด้วยธนาคารแรงงานไว้ แต่ได้เพิ่มเติมถ้อยคำให้ชัดเจน คือ ธนาคารแรงงาน ถือเป็นธนาคารเฉพาะกิจ เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย และยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนใช้แรงงาน





