“ป.ป.ช.” มีมติ ชง“คลัง” ประเมินความเสียหายจำนำข้าว ในคดีอาญา “ยิ่งลักษณ์” คาดไม่ต่ำ 6 แสนล้าน ไม่หวั่นโดนวิจารณ์จ้องเล่นงานบางฝ่าย
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีการส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังให้ประเมินความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ในคดีอาญาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อแจ้งให้พิจารณาความเสียหายในคดีอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดในคดีอาญาไปเรียบร้อยแล้ว ฐานละเว้นก่อให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยตามกฎหมาย 73/1 วรรคท้าย ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ให้ ป.ป.ช. ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง ที่เป็นหน่วยงานรับค้ำประกันเงินงบประมาณในโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าว ดังนั้นเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น กระทรวงการคลังก็ต้องไปดำเนินการเรียกร้องความเสียหายนั้นคืนกลับมา
นายปานเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนฐานของความเสียหายนั้น ป.ป.ช. จะได้ส่งสำนวนที่ชี้มูลความผิด โดยในสำนวนดังกล่าวมีการระบุถึงฐานความเสียหายของการปิดบัญชี ตั้งแต่ครั้งที่ 3 ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการปิดบัญชีโดยกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่าสูงถึง 6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมีตัวเลขละเอียดทั้งหมดอยู่แล้ว อาทิ ตัวเลขของการลงไปตรวจสอบข้าวเสื่อมคุณภาพ ตรงนี้จะรวมไปทั้งหมด ทั้งนี้ ตนจะได้ลงนามหนังสือในวันที่ 18 ก.พ.นี้ ก่อนจะส่งไปถึงกระทรวงการคลัง และส่งสำนวนการไต่สวนไปพร้อมกันด้วย
“เป็นการแจ้งไปตามคดีอาญา ก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพียงคนเดียว จากนั้นกระทรวงการคลังจะได้พิจารณาว่า มีบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องร่วมอีกหรือไม่ ก็จะได้พิจารณาเพิ่มเติมอีก ส่วนตัวเลขความเสียหายกระทรวงการคลังประเมิน ต้องไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท เป็นไปตามสำนวนการไต่สวนที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดไป” นายปานเทพ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า การเรียกร้องความเสียหายกรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวนั้น มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งตัวเลขในกรณีนี้ยึดในการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวครั้งที่ 3 เป็นหลักคือประมาณ 3.2 แสนล้านบาท แต่ก็ในการปิดบัญชีฯครั้งล่าสุดนั้นตัวเลขสูงถึง 6 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังต้องไปดูในส่วนการตรวจสอบคุณภาพข้าวในโกดังที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการตรวจสอบคุณภาพข้าวอีกด้วย
เมื่อถามว่า หากกระทรวงการคลังไม่ประเมินความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวและฟ้องแพ่งต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะทำได้หรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า กระทรวงการคลังต้องทำ เพราะกฎหมายระบุว่า ให้ ป.ป.ช. ส่งรายงานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ และเกิดความเสียหาย ซึ่งหมายถึงกระทรวงการคลังเอง ดังนั้น กระทรวงการคลังในฐานะผู้ค้ำประกันโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรง จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายระบุไว้
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่จะถูกวิจารณ์ว่าจ้องเล่นงานนักการเมืองบางฝ่าย นายปานเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้ในที่ประชุมก็มีการพูดกันแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อกฎหมายระบุเช่นนั้น ตามมาตรา 73/1 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. เมื่อชี้มูลความผิดคดีอาญาไปแล้ว หากมีความเสียหาย ก็ต้องแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเพื่อฟ้องร้องต่อไป
“ยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมาย หากยังมีผู้ไม่เข้าใจ ก็คงต้องชี้แจงกันจนกว่าจะเข้าใจ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเข้าใจ อย่างไรก็ตามกฎหมายไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่จะให้กระทรวงการคลังดำเนินการประเมิน แต่ทางกระทรวงการคลังเอง ได้เตรียมเรื่องเอาไว้แล้ว คงสามารถดำเนินการได้ทันที” นายปานเทพ กล่าว
ป.ป.ช. ชี้ ใช้ปมซื้อข้าวแพงขายถูก ประเมินความเสียหายคดีจีทูจี “บุญทรง”
นายปานเทพ กล่าวถึงกรณีการเรียกร้องค่าเสียหายในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในคดีอาญาของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 รายว่า ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาประเมินความเสียหายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามฐานความผิดในคดีอาญา ส่วนเอกชนกว่า 100 ราย ที่ยังไม่ได้ชี้มูลความผิดในกรณีนี้นั้น ไม่ได้ส่งให้กับกระทรงการคลังเรียกร้องความเสียหายด้วย เพราะเป็นการทำสำนวนแยกกัน
เมื่อถามว่า ตัวเลขคดีระบายข้าวจีทูจีประเมินจากส่วนไหน นายปานเทพ กล่าวว่า ประเมินจากคดีระบายข้าวอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเสียหายกรณีซื้อแพงขายถูก ก็ให้กระทรวงการคลังดำเนินการคิดค่าเสียหาย เป็นคนละส่วนกับของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ดูภาพรวมทั้งหมด
“ป.ป.ช.” จ่อ ชี้มูล “269 ส.ส.” ปมแก้ รธน. 24 ก.พ.นี้
นายปานเทพ กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีถอดถอน 269 อดีต ส.ส. แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. โดยมิชอบด้วยว่า ทางคณะอนุกรรมการจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเพื่อมีมติชี้มูลความผิดในวันที่ 24 ก.พ.นี้ หากที่ประชุมเห็นชอบจะได้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป





