วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร่างรธน.ใหม่เข้มกรอบปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน

ร่างรธน.ใหม่วางกรอบปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดินเน้นประโยชน์สู่ประชาชน ให้มีกรรมการอิสระ ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการ

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาร่างรายมาตราในภาค 4 ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง โดยได้เข้าสู่หมวด 2 ว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ส่วนที่ว่าด้วยบทบัญัติของการปฏิรูปในส่วนที่ 5 ว่าด้วยการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา (4/1/5)1 มีสาระสำคัญที่ อนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตรานำเสนอ คือ ให้มีการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่ยั่งยืน พร้อมกำหนดแนวทาง คือ

1.กำหนดยุทธศาสตร์ ขอบเขตภารกิจ อำนาจของหน่วยงานรัฐในการบริหารตาม ภูมิภาค พื้นที่อย่างบูรณาการโดยคำนีงถึงการมีส่วนร่วม และประโยชน์สุขของประชาชน

2.มีระบบและกลไกที่สะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพต่อการให้บริการกับประชาชน โดยเน้นระบบสารสนเทศ

3.รัฐต้องเลิกบริการสาธารณะที่ภาคเอกชน หรือภาคสังคมสามารถดำเนินการได้ดีกว่ารัฐและมีความซ้ำซ้อนกับภาคเอกชน ภาคสังคม และโอนภารกิจให้ภาคเอกชน และภาคสังคมดำเนินการภายใต้งบประมาณที่ไม่สูง

4.ให้มีองค์กรบริหารภาค เพื่อทำหน้าที่บูรณาการการทำงานของหน่วยงานรัฐในส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น และเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐในพื้นที่ พร้อมกำหนดแผนพัฒนาพื้นที่ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ รวมถึงมีข้อกำหนดให้หน่วยงานที่ได้รับข้อเสนอแนะต้องรับไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีความเห็นว่าบทบัญญัติในส่วนดังกล่าวควรตัดออกทั้งหมดเพราะสาระสำคัญไม่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง นอกจากนั้นบทบัญญัติส่วนใหญ่ได้กำหนดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอยู่แล้ว อีกทั้งการปฏิรูปดังกล่าวควรมาจากฐานรากมากกว่าที่ร่างรัฐธรรมนูญบังคับให้ปฏิรูป แต่ได้รับการทักท้วงจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าหากตัดประเด็นทั้งหมดอาจจะเป็นปัญหาระหว่างการนำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไปให้สมาชิกสปช.พิจารณาดังนั้นการคงบทบัญญัติที่เสนอไว้จะเป็นประโยชน์ ทำให้การพิจารณาบทบัญญัติได้มีการปรับถ้อยคำเพื่อความเหมาะสมให้เกิดความชัดเจน เช่น การทำแผนปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นอกจากนั้นได้เพิ่มเติมบทบัญญัติให้มีการตรวจสอบการออกใบอนุญาตที่เป็นการผูกขาดในกิจการใดในเอกชนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขออนุญาตประกอบกิจการแต่ไม่นำไปใช้ประโยชน์หรือนำใบอนุญาตนั้นไปขายต่อในราคารที่สูง ทั้งนี้พบด้วยว่าการขอใบอนุญาตประกอบกิจการดังกล่าวยังเป็นต้นเหตุของการทุจริตในวงการราชการด้วยดังนั้นหากมีการตรวจสอบดังกล่าวเชื่อว่าจะลดทุจริตได้ ทำให้มีผู้เสนอให้เพิ่มเติมบทบัญญัติที่ครอบคลุมถึงกิจการที่ผูกขาด หรือสัมปทานด้วย

และได้เพิ่มบทบัญญัติให้มีกรรมการอิสระว่าด้วยค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ เทียบเคียงค่าตอบแทนซึ่งรวมทั้งเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภท ทุกระดับและให้มีการประกาศค่าตอบแทนเป็นการทั่วไปทุกระยะตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อปฏิรูปประเด็นค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐที่เหมาะสม ทั้งนี้ในเจตนารมณ์ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทนั้นรวมถึงข้าราชการการเมืองด้วย และให้การศึกษา วิเคราะห์ เทียบเคียงค่าตอบแทนของบุคลากรภาครัฐ และข้าราชการการเมืองนั้น นำอัตราค่าตอบแทนของต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่มีการเพิ่ม หรือลดเงินเดือนตามภาวะเศรษฐกิจมาพิจารณาควบคู่ด้วย โดยเฉพาะค่าตอบแทนของนักการเมืองฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ในร่างมาตราดังกล่าวได้นำบทบัญญัติที่ว่าด้วยให้มีองค์กรบริหารภาครอการพิจารณาไว้ก่อนเพื่อรอกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้เสนอแนวความคิดดังกล่าวมาอธิบายรายละเอียด จากนั้นที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาไปสู่ส่วนที่ 15 ว่าด้วยการปฏิรูปการสาธารณสุข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำการรับบริการสาธารณสุข ทั้งนี้ที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายในกรอบและภาพรวมของรายละเอียดของการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่มีอยู่ปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงมาตรฐานการให้การรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานระหว่างโรงพยาบาลท้องถิ่น, ส่วนจังหวัด และโรงพยาบาลรัฐ เอกชน ทั้งนี้ที่ประชุมสามารถพิจารณาไปได้เพียง 2 อนุ ที่ว่าด้วยการจัดบริการสาธารณสุขในระดับชุมชน ตำบลที่ต้องส่งเสริมการจัดการด้านสาธารณสุข การพัฒนา โดยยึดการมีส่วนร่วมของประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้เหตุผลสำคัญเพื่อปฏิรูประบบบริหารจัดการ เช่น ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า, สวัสดิการของราชการ และประกันสังคม ให้มีสิทธิประโยชน์ สิทธิคุ้มครองของประชาชนที่เท่าเทียม และ การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพ กองทุนที่เกี่ยวกับสุขภาพให้มีมาตรฐานที่ใกล้เคียง เสมอภาค เป็นธรรม และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ขณะที่อีก 2 อนุ ได้มอบหมายให้คณะทำงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงถ้อยคำที่เหมาะสมและนำกลับมาให้ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาในครั้งถัดไป ก่อนที่จะปิดการประชุมไปเมื่อเวลา 18.00 น.