วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชวลิต-สามารถ'ติง3ข้อเน้นย้ำเรื่องส.ส.ไม่สังกัดพรรค

“ชวลิต-สามารถ" ติง 3 ข้อ เน้นย้ำเรื่องส.ส.ไม่สังกัดพรรค-นายกฯไม่ต้องมาจากส.ส.-ส.ว.ไม่ยึดโยงปชช.

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวภายหลังการเข้าร่วมสัมมนาของกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ หัวข้อ “หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันทางการเมือง” ว่า ต้องขอบคุณพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่โอภาปราศรัย ต้อนรับผู้ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างดี แม้จะให้เวลาน้อยมาก คือพรรคละ 5 นาที อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคเพื่อไทย นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นผู้เสนอข้อเสนอแนะต่างๆ แต่ในช่วงสอบถาม ตนได้เสนอกมธ.ยกร่างฯไป 3 ข้อ คือ

1.อยากให้ทบทวนเรื่องที่ส.ส.ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีในภาวะวิกฤติไม่ต้องมาจากส.ส.ก็ได้ โดยตนมองว่าเรื่องนี้เป็นการถอยหลังเข้าคลอง และทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ โดยความเห็นของตนตรงกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานที่ปรึกษากมธ.ยกร่างฯ 2.ตนเสนอไปว่า ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้ามาจากการสรรหา ใครคือผู้สรรหา ต้องทำให้เป็นธรรม ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ และส.ว.ที่มาจาการสรรหาไม่ควรมีอำนาจในการถอดถอน ควรมีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมายเป็นหลัก และ 3.การห้ามหรือบัญญัติไม่ให้นายกฯ หรือ ครม. แต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวง ซึ่งหากบัญญัติเช่นนี้ประเทศไทยคงเป็นประเทศเดียวในระบอบประชาธิปไตยที่นายกฯ หรือครม.ไม่สามารถแต่งตั้งปลัดกระทรวงได้ ซึ่งผิดหลักการอย่างยิ่ง เพราะนายกฯเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ ตนหวังว่ากมธ.ยกร่างฯจะรับฟังในสิ่งที่ตนเสนอเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปตามระบอบประชาธิปไตย คำว่า “หลักการใหม่” ก็น่าจะดีกว่าเก่า และสามารถเข้ากับสากลได้ เพราะเราอยู่ในสังคมโลก


ด้านนายสามารถ กล่าวว่า วันนี้เขาให้พูดเรื่อง “หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันทางการเมือง” ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้ตั้งไว้ โดยประเด็นที่เราอยากนั้นเสนอนั้นมีมาก แต่ด้วยเขาให้เวลาประมาณ 5 นาที เราจึงเสนอไป 1.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกหลายชุด ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกมากมาย เช่น การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาความสุจริตเบื้องต้นก่อนสมัครส.ส. ถ้าชี้แจงไม่ชัดเจน กรรมการชุดนี้บอกไม่ให้สมัครก็สมัครไม่ได้ 2.ต่อไปนี้ประเทศจะมีสมัชชาพลเมืองทุกจังหวัด ที่จะเข้าไปดูแลเรื่องการใช้งบประมาณ และเรื่องอื่นๆ รวมไปถึงการตรวจสอบทุกอย่าง ซึ่งจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำงานลำบาก ทั้งเราไม่รู้ว่ากรรมการชุดนี้เป็นกลางหรือไม่ ซึ่งก็อาจทำให้เกิดความแตกแยกได้ นอกจากนี้ ประเทศก็จะมีสมัชชาคุณธรรมที่มีสิทธิรับเรื่องร้องเรียนทั้งหลาย ซึ่งจะใหญ่มาก ทั้งยังสามารถทำเรื่องไปยังสาธารณะให้ถอดถอนได้ด้วย และ 3.เรื่องของพรรคการเมือง โดยเงื่อนไขที่เขาเขียนจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จะทำนโยบายก็ต้องแจงว่าจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ เรื่องของคณะบุคคลที่จะเข้ามาสมัครก็ยังไม่ชัดเจน ซึ่งตนมองว่า พรรคการเมืองที่จะเป็นคนสะท้อนปัญหาสังคม ทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาประชาชน ทำไมไม่ทำให้เข้มแข็ง การที่ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค แล้วจะเสนอนโยบายกันอย่างไร นายกฯจะเป็นใครก็บอกไม่ได้ และอาจจะทำให้กลับมาสู่การใช้เงินซื้อเสียง และการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังพูดถึงการเลือกตั้ง ที่จะมีการลดจำนวน ส.ส.เขต ซึ่งต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนลง และส.ว.ก็ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน มาจากการสรรหาทั้งหมด ทั้งยังมีอำนาจมาก แม้แต่นายกฯจะตั้งใครก็ต้องให้วุฒิเคาะ
“ขณะนี้ไม่รู้ว่า รัฐธรรมนูญที่เราปรารถนาจะนำไปสู่การปฏิรูป หรือจะสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้น เหมือนกับว่าเขานำเอาสิ่งใหม่มาทดลองใช้ มาทดลองปฏิบัติ ทำไมไม่เอารัฐธรรมนูญปี 40 ที่เราใช้กันมานานถึง 9 ปี มาปรับแก้” นายสามารถ กล่าว