วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จาตุรนต์'ลุ้นศาลอาญาชี้ขาดขอบเขตอำนาจศาลพิจารณาคดี

"จาตุรนต์"ลุ้นศาลอาญา ชี้ขาดขอบเขตอำนาจศาลพิจารณาคดีศาลทหารตีตกคำร้อง ส่งศาลรธน.วินิฉัย ประกาศคสช.ฉ.37-38 ขัดรธน.

ที่ศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางฐิติมา ฉายแสง น้องสาวนายจาตุรนต์ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยและคณะนายความนายจาตุรนต์ ตลอดจนนายยูวาล จินบาร์ ที่ปรึกษากฏหมายอาวุโสแอมเนสตี้ อินเตอร์แนสชั่นแนล ประเทศอังกฤษ เดินทางมาฟังคำวินิจฉัยของศาลทหารภายหลังยื่นคำร้อง ขอให้ศาลพิจารณาเพิ่มเติมใน 2 ประเด็น คือ 1.คดีดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหาร เนื่องจากการกระทำนั้นได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีคำสั่งของคสช. ดังนั้น คดีนี้จึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญา และ 2.ประกาศ คสช.ฉบับที่ 37 และฉบับที่ 38 ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 4 ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน ที่ได้รับคุ้มครองในระบอบประชาธิปไตย และตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ได้เป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (ICCPR)

หลังจากฟังคำวินิฉัยของศาลทหาร นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ศาลทหารได้พิจารณาคำร้องทั้ง 2 ประเด็นแล้ว โดยเห็นว่าในประเด็นที่1 ศาลทหารกรุงเทพฯ ได้สั่งรอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและพิจารณาเห็นว่า มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ แต่จะส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังศาลอาญาเพื่อพิจารณาทำความเห็นต่อไป ส่วนประเด็นที่2 ศาลทหารกรุงเทพ ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ศาลทหารกรุงเทพจึงไม่มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

นายนรินท์พงศ์ กล่าวต่อว่า หากศาลอาญามีความเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารแล้ว ศาลทหารก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป แต่หากศาลอาญาเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญา หรือศาลพลเรือนอื่นแล้ว ต้องส่งสำนวนคดีนี้ไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรค1 ศาลทหารกรุงเทพและศาลอาญาเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารกรุงเทพ ให้พิจารณาคดีในศาลทหารกรุงเทพต่อไป และมาตรา10วรรค3 หากศาลทหารกรุงเทพ และศาลอาญา เห็นต่างกัน ให้ศาลทหารกรุงเทพ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัย ซึ่งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาด ของคณะกรรมการชี้ขาดนี้เป็นที่สุด

"ถ้าศาลอาญามีความเห็นต่างว่า ควรจะส่งไปยังคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาลเมื่อไหร่แล้ว เรื่องนี้จะยังไม่กลับมาศาลทหาร แต่จะไปสู่คณะกรรมการพิจารณาคุณวุติทั้งหมดว่า เรื่องดังกล่าว ควรจะส่งไปศาลพลเรือนหรือศาลทหาร แต่ถ้าศาลอาญามีความเห็นไม่ต่างกับศาลทหาร เรื่องนี้จะกลับมาสู่ที่เดิม และคาดว่าจะนัดสืบพยานประมาณเดือนพฤษภาคม ตามปกติ แต่ถ้าศาลอาญาเห็นว่า ควรจะส่งไปยังคณะกรรมขาดชี้ขาดอำนาจศาล เรื่องนี้จะยาว คือคาดว่า จะนำเรื่องคดีของนายจาตุรนต์ ว่าควรจะอยู่ในศาลทหารหรือศาลอาญา ในปลายปี" นายนรินทร์พงศ์ กล่าว

ด้าน นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแสดงความคิดเห็นของตนไม่ขัดต่อกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งการแสดงความคิดต่อไปจะเป็นไปตามเงื่อนไขการประกันตัวของศาล ไม่แสดงความคิดเห็นที่ผิดกฎหมาย และแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เกิดความยุติธรรม ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง น่าจะเป็นประโยชน์ของทุกฝ่าย ส่วนเรื่องคดี ศาลสั่งรอการพิจารณาไว้ก่อน เนื่องจากอยู่ในกระบวนการกฎหมายว่าด้วยการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ทั้งนี้คดีดังกล่าวมีลักษณ์พิเศษเกี่ยวกับวันเวลาต่อข้อกล่าวหา โดยข้อหาแรก ระบุว่า ในขณะที่ไม่มารายงานตัวเกิดขึ้นก่อนคำสั่งของ คสช.มีคำสั่งให้คดีขึ้นสู่ศาลทหาร ส่วนอีก 2 ข้อหาที่เป็นคดีความมั่นคง แม้จะเกิดขึ้นหลังคำสั่ง คสช.ให้คดีขึ้นศาลทหาร แต่เข้าข้อยกเว้นเป็นคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการใช้ พรบ.ความมั่นคง ที่ยังไม่ยกเลิกในวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 แต่มายกเลิกภายหลังวันที่ 3 มิถุนายน 2557 แม้ว่าจะยกเลิกการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป แต่เป็นลักษณะกฎหมายย้อนหลัง ไปให้โทษ

"เท่าที่ดูกันแล้ว ผมคิดว่า คดีนี้ เข้าข่ายอยู่ในข้อยกเว้น ของคำสั่งให้คดีขึ้นสู่ศาลทหาร และมีประเด็นที่ผมหวังว่า เรื่องนี้จะเข้าไปสู่คณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจศาล ส่วนในช่วงนี้ทางทนายได้ชี้แจงไปแล้ว ศาลยังคงไม่มีการนัดหมายให้ผมมาศาลอีกเมื่อไหร่ ต้องรอส่งความเห็นไปยังศาลอาญา ที่จะพิจารณา ถ้ามีความเห็นสอดคล้องกันทางใดทางหนึ่งก็จะเป็นไปตามนั้น แต่ถ้ามีความเห็นไม่ตรงกัน ต้องส่งไปยังคณะกรรมการชี้ขาดเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ฉะนั้นระหว่างนี้ต้องรอไป ผมหวังว่าจะมีการพิจารณาในคณะกรรมการชุดดังกล่าว "นายจาตุรนต์ กล่าวและว่า ในช่วงนี้ตนไม่มีอะไรกังวล เพียงแต่ต้องรอว่า คดีนี้จะอยู่ในการพิจารณาของศาลใด

ขณะที่นายยูวาล จินบาร์ ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโสแอมเนสตี้ อินเตอร์แนสชั่นแนล ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ตนเคารพต่อคำพิพากษาของศาล แต่ในกรณีของพลเรือนไม่ควรถูกดำเนินการด้วยศาลทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นการชุมนุมด้วยความสงบ ตลอดจนการใช้กฏหมายมองว่า รัฐธรรมนูญไม่เข้มแข็งพอที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเรือน นอกจากนี้ผู้พิพากษาเบิกตลอดว่า ได้ปฏิบัติตามหลักการของประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมือง เรื่องสิทธิการพิจารณาคดี เนื่องในสถานการฉุกเฉิน ทำให้ประชาชนยื่นอุทรณ์ไม่ได้ ทั้งนี้การอุทรณ์เป็นสิทธิพื้นฐาน จะมาอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ได้

"ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่รัฐไม่ได้คืนสิทธิการอุทรณ์ต่อศาลที่สูงกว่า รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนในเรื่องการแสดงออก หรือ การชุมนุม อย่างไรก็ตามมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภัยคุกคามต่อราชอาณาจักร จึงควรได้รับสิทธ์อุทธรณ์ต่อศาลที่สูงกว่า เพราะไม่ว่าจะเป็นศาลพลเรือน หรือศาลทหาร อาจจะตัดสินใจผิดพลาดได้ ทั้งนี้หวังว่า รัฐจะพิจารณาคืนสิทธิ์เหล่านี้ให้กับประชาชนโดยเร็ว" ที่ปรึกษากฏหมายอาวุโสแอมเนสตี้ อินเตอร์แนสชั่นแนล ประเทศอังกฤษ กล่าว