วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงสัตยาบันสงบศึก

"ประยุทธ์"เสนอไอเดียเชิญ"คู่ขัดแย้ง"ลงสัตยาบันสงบศึก แต่ไม่ขอออกโรงเอง ย้ำหลังเลือกตั้งเสร็จขอวางมือ

ห่วงถ้ารธน.ไม่คลอดจะเป็นอย่างไรด้านสมาคมอบจ.ยื่นสนช.-สปช.แนะปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่น ดันตั้งส.ท.ช.บริหาร "พีระศักดิ์"รับลูกนำตัวแทนพบ"ประวิตร" 18 ก.พ. ขณะสมาคมนักกฎหมายฯ เสนอบรรจุ "ศาลสิ่งแวดล้อม"ไว้ในรธน. เหตุใช้เวลาพิจารณายาวนาน-ผู้พิพากษาตัดสินคดีไม่มีความเชี่ยวชาญ


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เสนอแนวความเห็นที่จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยยุติลง ด้วยการเชิญคู่ขัดแย้งร่วมเซ็นต์สัตยาบันสงบศึก หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งลง


"ที่ผมพูดว่าหากบ้านเมืองไม่สงบทหารก็จะกลับเข้ามานั้น ก็เป็นเพราะว่าจะมีใครรับประกันกับผมได้หรือไม่ว่า จะเชิญคนเหล่านี้ที่เป็นคู่ขัดแย้งมาเซ็นต์สัญญาสงบศึกกันได้ไหมว่าจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนรัฐธรรมนูญก็คงจะไม่มีใครเห็นด้วยทั้งหมดก็เป็นเรื่องธรรมดา จากนั้นก็จัดการเลือกตั้งให้จบ ด้วยหลักธรรมาภิบาลและรับกันว่าจะปฏิรูปอย่างไรไปทำสัญญากันมาว่าจะไม่มีการประท้วงและมีความรุนแรงเกิดขึ้นมาอีก" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุในการให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้(12 ก.พ.)


ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะให้ทุกฝ่ายมาลงสัตยาบันต่อหน้านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทันทีว่า "ไม่ใช่เรื่องของผม เป็นเรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สชป.) ให้คณะกรรมาธิการฯ ไปทำมา ยังมีอีกหลายขั้นตอน สื่อก็อยากแต่ให้ผมใช้อำนาจ แต่พอใช้ก็กล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน จะเอาอะไรก็เอาให้แน่สักอย่าง อย่ามาไล่ผมแบบนี้ สื่อก็ต้องช่วยกันสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิดบรรยากาศความร่วมมือ ไม่ใช่มาโยนให้ผมใช้อำนาจ เดี๋ยวก็มาว่ากันอีกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย"


ส่วนอนาคตหากรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ มีความขัดแย้ง ทหารจะกลับเข้ามาอีกใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ก็ช่วยกันสิ อย่าให้มันมี อย่ามาถามผมวันข้างหน้าผมไม่รู้ เพราะผมส่งให้ท่านแล้ว ท่านบอกให้ผมเดินตามโรดแมพให้มีการเลือก ผมก็ส่งไม้ต่อให้มีการเลือกตั้ง ถ้าขัดแย้งกันอีกก็เป็นสิ่งที่พวกท่านทำให้เกิดขึ้นมาเองทั้งหมด ผมไม่รู้แล้ว ผมหยุดเพื่อที่ผ่านมาให้เกิดความสงบ ผมทำแล้ว แต่ถ้ายังเกิดความไม่สงบจะกลับมาโทษผมอีกมันไม่ถูก ถ้าเลือกตั้งแล้วตีกันอีก ผมก็ไม่รู้แล้ว ผมไม่เอาแล้ว เบื่อ เหนื่อย ผมจะไปพักผ่อนแล้ว"


"ประยุทธ์"ห่วงรธน.ไม่ออกจะเป็นอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ตนกังวลว่าระหว่างที่เดินหน้าในเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่นั้น ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร ไปบังคับเขาไม่ได้ เพราะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนทำ ซึ่งสนช.ได้คัดเลือกมาจากหลายส่วน มีทุกกลุ่ม วันนี้ก็ขอให้เขียนออกมา ตนมีหน้าที่อย่างเดียว ขอให้ออกมาให้ทัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาได้แล้วมีการโปรดเกล้าฯ จะมีอะไร


"วันนี้ขอให้ตกลงกันให้ได้ ข้อสำคัญคนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งต้องออกมาแสดงความคิดเห็นตรงนั้น แล้วเอาตัวตนออกมาว่าเราจะเดินหน้าประเทศอีกสัก 4 ปีได้หรือไม่แล้วรัฐบาลหน้าจะอยู่อย่างไร มันต้องยอมรับในความเห็นต่างกันและเดินหน้าประเทศไปสัก 4 ปี ผมไม่เกี่ยวแล้ว เพราะเป็นการเลือกตั้ง"


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาได้ ก็เดินหน้าระหว่างนั้นก็ทำกฎหมายลูก ซึ่งตนได้บอกว่าให้ร่างกฎหมายลูกที่จำเป็นบางเรื่องจะได้มีความรวดเร็ว ถ้ากฎหมายลูกเสร็จภายในสิ้นปี ทุกอย่างก็จบ แล้วก็เตรียมการเลือกตั้ง การเลือกตั้งก็จะออกมาที่ประมาณต้นปี 2559 ซึ่งตนก็อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วเพราะได้วางพื้นฐานอะไรไว้มากมาย แต่ทุกคนต้องช่วยกันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมานั้น มีประโยชน์เพราะถ้าปล่อยให้มีความขัดแย้ง ปัญหาก็จะไม่จบ หากต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์ก็อยู่ที่ประชาชนจะเลือกตั้งใครเข้ามาทำหน้าที่แทนตน ก็ต้องขอร้องว่าทุกคนอย่าขัดแย้งกันอีก เดินหน้าประเทศต่อไปให้ได้ โดยเฉพาะการเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ การลงทุน นอกจากนี้จะต้องเร่งทำทุกอย่างให้เกิดความสุจริตโปร่งใส 

"ผมอธิบายทุกประเทศก็เข้าใจ ให้เวลากับเราแล้ว วันนี้เราจะมานั่งเร่งรัดกันเองทำไม ผมไม่เข้าใจการเมืองคือการเมืองก็ต้องไปแก้กันให้ได้ ปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องของคู่ขัดแย้ง ผมไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ผมมีหน้าที่รักษากฎหมายและกติกาของประเทศ ดังนั้น ไม่สามารถไปไล่ล่าใครข้างใดข้างหนึ่งได้"


ขวางนิรโทษหมิ่นสถาบัน-คอร์รัปชัน
นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาแห่งชาติ (วิปสปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยเสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคนผิดทุกคนว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม แต่จะต้องไม่นิรโทษกรรมให้กับคนที่มีความผิดเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน การหมิ่นสถาบันและการฆ่าคนตาย ซึ่งหากไม่เกี่ยวกับ 3 เรื่องนี้จะนิรโทษกรรมแกนนำด้วยก็ไม่ว่ากัน


"เชื่อว่าการนิรโทษจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดองได้ จะทำให้คนรู้สึกว่ามีการเริ่มปรองดองแล้วจริง ๆ แต่ทุกวันนี้ยังไม่เห็นมีใครที่จะริเริ่มเลย วันนี้ทั้งรัฐบาลและคสช.ที่มีอำนาจหรือแม้แต่สนช.สามารถทำเรื่องนี้ได้เลย ไม่ต้องรอใคร เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าเราตั้งใจที่จะให้เกิดความปรองดองขึ้นจริง"


นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง กล่าวว่า การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องของรัฐบาลและคสช.ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ เรามีหน้าที่แค่ศึกษาและเสนอแนะเท่านั้น ส่วนแนวทางการสร้างความปรองดองที่ได้เสนอแก่รัฐบาลไปแล้วคือในระยะสั้น ต้องเยียวยาดูแล อำนวยความยุติธรรม ลดโทษอภัยโทษ รวมถึงการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจในเรื่องเหล่านี้และพร้อมที่จะดำเนินการ ส่วนระยะกลางต้องรอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างเสร็จเรียบร้อยก่อน เพราะมีการบรรจุเรื่องการปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งการปรองดองจะต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูป เมื่อมีการปฏิรูปแล้วความเหลื่อมล้ำในด้านต่าง ๆ จะลดลง ทำให้สร้างความปรองดองได้ง่ายขึ้น


ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คิดว่าเวลานี้ยังไม่ควรพูดถึงการนิรโทษกรรม การที่พรรคเพื่อไทยออกมาพูดเรื่องนี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ควรเงียบไว้ก่อน เรื่องการนิรโทษกรรมควรเป็นบทบาทของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องมากกว่า หากประชาชนเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมก็เห็นด้วยที่จะมี ส่วนเรื่องคดีต่าง ๆ ที่คนของพรรคเพื่อไทยถูกดำเนินคดี ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ต้องแยกส่วนกันระหว่างเรื่องคดีความกับการปรองดอง


สมาคมอบจ.ชงปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่น
ที่รัฐสภา สมาชิกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)แห่งประเทศไทยกว่า 50 คน นำโดยนายชัยมงคล ไชยรบ นายกสมาคมฯ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 และ น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปกฎหมายและร่างประมวลกฎหมายองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.... ที่ให้ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารท้องถิ่นและการแบ่งอำนาจระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นอย่างเหมาะสม


ร่างประมวลกฎหมายฯ จะมีการตั้งสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ (ส.ท.ช.) ขึ้นมา ประกอบด้วยตัวแทน 3 ฝ่าย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีตัวแทนจากภาครัฐ ตัวแทนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านท้องถิ่น การคลัง กฎหมายท้องถิ่น ที่มีประสบการณ์ตรง และตัวแทนจากภาคประชาชน โดยมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง มีหน้าที่หลักคือการบริหารและกำกับดูแล อปท.
นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า จะขอรับเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการ เพราะครั้งนี้ถือว่า มาพบกับแม่น้ำ 2 สายคือ สนช.และสปช. ซึ่งจะนำเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนได้ประสานไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะที่ปรึกษา คสช.เพื่อนำตัวแทนสมาชิกสมาคม อบจ.เข้าพบในวันที่ 18 ก.พ.นี้ โดยจะเป็นการรับทราบนโยบายการกระจายอำนาจ ดังนั้นเรื่องการปฏิรูปท้องถิ่นทุกคน ก็น่าจะคลายความกังวลไปแล้วเพราะจะได้พบกับซึ่งจะเป็นการพบแม่น้ำทั้ง 5 สาย


ชงบรรจุ"ศาลสิ่งแวดล้อม"ไว้ในรธน.
ที่รัฐสภา นายธีระศักดิ์ ชึขุนทด นายกสมาคมนักกฎหมายพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ได้ยื่นหนังสือต่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เพื่อขอให้พิจารณาจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมไว้ในรัฐธรรมนูญ นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยทางสมาคมฯ เป็นองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมและคดีสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาสมาคมฯได้ให้ความช่วยเหลือทางคดีสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนพบกับอุปสรรคและปัญหาในการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ คือ คดีสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบันได้ขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลที่มีอยู่ในประเทศไทยหลายศาลปะปนกันมีทั้งศาลแพ่งศาลแรงงาน ศาลปกครอง ซึ่งแต่ละศาลจะมีวิธีพิจารณาคดีและแนวคิดในการพิจารณาคดีแตกต่างกันมีทั้งระบบกล่าวหาและระบบไต่สวน


นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า คดีสิ่งแวดล้อมที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลต่างๆ ดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาที่ยาวนานมากบางคดีใช้ระยะเวลาพิจารณาคดีถึง 10 ปี ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมได้รับความเดือดร้อนอย่างมากอันมีสาเหตุมาจากศาลต่าง ๆ มีคดีขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลเป็นจำนวนมาก ประกอบกับผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมในศาลดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง และในปัจจุบันปัญหาหรือข้อขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้น แม้แต่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อาทิ ปัญหาสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน เป็นต้น


ดังนั้นทางสมาคมฯ เห็นว่าประเทศไทยเรามีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมขึ้นโดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่กำลังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในปัจจุบันเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยต่อไป